ambbet641.com

Big tournaments

Big tournaments

ระหว่างปี 1966 1996 30 ปี 16 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ Big tournaments ทีมชาติอังกฤษเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย 4 ครั้ง ไม่ได้แชมป์แม้แต่รายการเดียว

อังกฤษ 1 ในชาติระดับแนวหน้าของโลก แต่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าคู่แข่งทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ต่างเคยได้ทั้งแชมป์โลกและแชมป์ยุโรป อังกฤษเท่านั้นที่ได้แค่แชมป์โลกสมัยเดียว

อังกฤษต้องการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ดังกล่าว จากทีมใหญ่แต่ล้มเหลวให้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง

นั่นคือแผนการของเกร็ก ไดค์ เมื่อรับตำแหน่งประธาน เอฟเอ ในเดือนกรกฎาคม 2013 “เป้าหมายแรก อังกฤษต้องเข้ารอบรองชนะเลิศยูโร 2020 เป้าหมายต่อมา อังกฤษต้องเป็นแขมป์โลก 2022” นี่คือภารกิจที่ไดค์แจ้งต่อคณะกรรมการบริหารเอฟเอ

การตั้งเป้าหมายอย่างเดียวไม่ทำให้อังกฤษบรรลุความต้องการได้ ไมค์ ริกก์ อดีตหัวหน้าแผนกค้นหานักเตะรุ่นใหม่บอกว่า “ตอนนั้น หลังการเปลี่ยนเป้าหมาย ทุกคนคิดว่า หากเราต้องการได้แชมป์โลก เราจะทำเหมือนเดิมไม่ได้”

เป้าหมายเปลี่ยน กรอบแนวคิดต้องเปลี่ยน นำมาซึ่งคนที่เหมาะสม เกร็ก ไดค์ แต่งตั้งแดน แอชเวิร์ธ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการเทคนิคของไบรท์ตัน ซึ่งเจ้าตัวไม่ยอมรับว่า เขาคือคนทำให้ฝันของอังกฤษเดินมาถูกทาง

แอชเวิร์ธ มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารเอฟเอหลายตำแน่งเพื่อพลิกโชคชะตาของทีมฟุตบอล แกเร็ธ เซาธ์เกตเข้ามาเป็นผจก.ทีมยู-21 เดฟ เรดดิน เป็นหัวหน้าฝ่ายประสิทธิภาพ แม็ตต์ คร็อกเกอร์ หัวหน้าทีมโค้ช และริกก์ นี่คือบุคคลที่กุมอนาคตทีมชาติอังกฤษ

ริกก์บอกว่า “แดน แอชเวิร์ธ อยู่ตำแหน่งสูงสุดของการสั่งการ ดูภาพรวม กำหนดยุทธศาสตร์ นั่นคือการแต่งตั้งครั้งสำคัญโดยเอฟเอ”

แอชเวิร์ธร่วมกับคร็อกเกอร์ กำหนดนโยบายการทำงาน ซึ่งทำให้อังกฤษสัมผัสกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ไล่ตั้งแต่การเล่นฟุตบอลและการโค้ชนักฟุตบอล

นั่นคือ DNA ของความเป็นอังกฤษ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกระดับอายุ ผู้เล่นทุกคนรู้ว่า พวกเขาต้องทำอย่างไร เมื่อก้าวสู่ศูนย์ฝึกทีมชาติ คล้ายๆบรรยากาศของสโมสร โค้ชของเอฟเอทุกคนมีแนวคคิดเดียวกันในการโค้ชนักเตะ และการวางกรอบชัดเจน ทำให้นักเตะลดการเปรียบเทียบการทำงาน กับทีมชาติและสโมสร

ก่อนหน้านั้น สตาฟโค้ชของเอฟเอ ต่างคนต่างทำงานในแนวทางที่ตัวเองถนัด แต่ละทีมเล่นไม่เหมือนกัน ทั้งระบบและสไตล์ จากยุคของแดน แอชเวิร์ธ ทีมชาติอังกฤษตั้งแต่อายุ 15 ปี ขึ้นมา ต้องเล่นเหมือนกัน ทำให้นักเตะรับรู้ว่า พวกเขาต้องเข้าใจแท็คติก เทคนิค สภาพร่างกายและจิตใจเพื่อเป็นนักเตะอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่การห้ามคิดนอกกรอบ เพราะทีมชาติชุดใหญ่ของเซาธ์เกต
แสดงให้เห็นการเล่นด้วยระบบและแท็คติกที่หลากหลาย
ทีมเยาวชนต้องประสบความสำเร็จก่อน

St George's Park

เอฟเอ วิเคราะห์ผลงานของ 10 ประเทศที่ประสบความสำเร็จระดับเยาวชนและสานต่อถึงทีมชุดใหญ่ หนึ่งในแนวทางคือ
ทำอย่างไร นักเตะระดับเยาวชนสามารถเปลี่ยนสถานะสู่ทีมรุ่นใหญ่ขึ้นทุกระดับอย่างราบรื่น
 

ปี 2017 อังกฤษเริ่มประสบความสำเร็จระดับเยาวชน ชนะเลิศ 4 จาก 6 รายการที่ลงแข่งในปีน้น ได้รองแชมป์อีก 1 เข้ารอบรองอีก 1 นักเตะชุดใหญ่
ของเซาธ์เกตสำหรับทีมชุดนั้น 
11 คน ได้รับเรียกสู่ทีมชุดยูโร 2020

เจดาน ซานโช่และฟิล โฟเด้น อยู่ทีมยู 17  ชุดชิงแชมป์ยุโรปและได้แชมป์โลกเมื่อ 4 ปีก่อน รีซ เจมส์อยู่ในทีมชุดแชมป์ตูลง ดีน เฮนเดอร์สัน
และโดมินิก คัลเวิร์ต เลอวิน ผู้ยิงประตูให้ทีมได้แชมป์โลก ยู
 20  จอร์แดน พิคเฟิร์ด เบน ชิลเวลล์ แจ๊ค กรีลิช เจมส์ วอร์ด เพราซ์ เข้ารอบยูโร ยู 21 นอกจากนี้
เมสัน เมนต์ ซึ่งได้นักเตะยอดเยี่ยมแห่ง Big tournaments ยังประสบความสำเร็จกับทีมชุดยูโร ยู-
19 พร้อมกับเจมส์และแอร่อน แรมสเดล

การไล่ระดับติดทีมขาติมีส่วนสร้างความคุ้นเคยให้นักเตะ และลดความกดดันเมื่อสวมเสื้อทีมชาติอังกฤษลงสนาม
มีการเพิ่มทีมยู-15 ยู-18 และยู-20 เพื่อสร้างความพร้อมให้นักเตะ สัมผัสประสบการณ์เล่นทีมชาติมากขึ้น

อังกฤษกระหายแชมป์ และการรอคอยสิ้นสุดลง ปี 2015 พวกเขาส่งทีมยู-16 ลงแข่งทัวร์นาเมนต์ต่างๆในยุโรปและระดับโลก ปี 2016 เซาธ์เกตเรียกร้องให้เอฟเอ
ส่งทีมเข้าแข่งตูลง ทัวร์นาเมนต์เพื่อหาประสบการณ์ และพวกเขาคว้าแชมป์ โดยพิคเฟิรืด ชิลเวลล์ วอร์ด-เพราซ์และกรีลิชเป็นส่วนหนึ่งของทีม

เอฟเอ ร่วมมือกับพรีเมียร์ ลีก เปิดโครงการ พัฒนาประสิทธิภาพนักเตะระดับสุดยอด Elite Player Performance Plan (EPPP) เมื่อปี 2012
เพราะ การพัฒนาเยาวชนนั้น 90 % เกิดขึ้นที่สโมสร และนั่นคือการพลิกยุทธศาสตร์สำคัญของอังกฤษ

เอฟเอกับสโมสรใช่ว่าจะเข้ากันโดยไร้ข้อขัดแย้ง แต่โครงการดังกล่าว ส่งผลให้เยาวชนได้รับการโค้ชที่เหมาะสม
ซึ่งจะไม่เกิดขึ้น หากสโมสรไม่ร่วมมือและลงทุนด้านอาแคเดอมี่

นั่นคือการเพิ่มจำนวนนักเตะให้เอฟเอ เช่นเดียวกับคุณภาพนักเตะ และเอฟเอ พัฒนาโครงสร้างกับบุคลากรของตัวเองให้สอดรับกับการพัฒนาจากสโมสร
โดยเฉพาะการคัดเลือกโค้ชที่เหมาะสม อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ

แนวคิดต่างๆ จะไม่เป็นจริง หากอังกฤษไม่วางแผนสร้างศูนย์ฝึกเซนต์ จอร์ช และเปิดใช้งานเมื่อตุลาค 2012 มีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับนักฟุตบอล
สตาฟทำงานเต็มเวลา จนเป็นต้นแบบให้กีฬาประเภทอื่นของประเทศ

เซนต์ จอร์ช พาร์ค มีส่วนทำให้นักเตะที่สามารถเลือกเล่นได้หลายชาติ ยอมรับอังกฤษ

นักเตะบางคนอาจแจ้งเกิดช้า บางคนไม่เคยสัมผัสฟุตบอลระดับเยาวชน แต่เอฟเอ พยายามหาพวกเขาเหล่านั้นให้เจอ และไม่จำกัดโอกาสว่า
ทุกคนต้องผ่านระบบเยาวชมของเอฟเอ เท่านั้น ก่อนหน้าไมค์ ริกก์ เอฟเอ ไม่มีเจ้าหน้าที่ค้นหาหรือดูฟอร์มนักเตะรุ่นใหม่โดยตรง

ก่อนยุคของแอชเวิร์ธ ริกก์และเซาธ์เกต เอฟเอ รับข้อมูลนักเตะเยาวชนจากสโมสร ซึ่งสโมสรมีเป้าหมายของตัวเอง และไม่อยากปล่อยนักเตะมาร่วมทีมชาติ
หรือคลาดสายตา เมื่อมีทีมงานดูนักเตะระดับเยาวชนมากพอ เอฟเอ ได้ข้อมูลที่ชัดเจน

การดูฟอร์มนักเตะเปลี่ยนจากค้นหานักเตะที่โดดเด่น แต่สร้างฐานข้อมูลนักเตะที่สามารถเล่นให้อังกฤษได้ เพื่อตามดูผลงานในอนาคตด้วย
เท่ากับเอฟเอ ค้นพบนักเตะมากขึ้น และน้อยคนที่จะเล็ดลอดจากระดับเยาวชน

ริกก์บอกว่า “เราได้รับการสนับสนุนมากขึ้น เพราะแนวคิดของแดน ที่บอกว่า หากเราต้องการทำงานให้ดี จำเป็นต้องทำเหมือนสโมสร เอฟเอ
ต้องใช้วิธีการเดียวกันสำหรับการค้นหาเยาวชน”

บอกได้ว่า อังกฤษของแกเร็ธ เซาธ์เกตประสบความสำเร็จเร็วกว่า กำหนดการ คือรอบรองยูโร 2020 พวกเขาเข้ารอบรองเวิร์ลด์ คัพ 2018  
และเนชั่นส์ ลีก 2019 สำหรับเซาธ์เกต หากเรานับ รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 เป็นจุดเริ่มต้น อังกฤษเล่นอีก 35 เกม โดยไม่ใช้ผู้เล่นชุดเดียวกันเลย

อังกฤษยังไม่ได้แชมป์อะไรเลย แต่อย่างน้อย แกเร็ธ เซาธ์เกต เลือกนักเตะได้เหมาะกับเกม และสถานการณ์
จากบทเรียนกับโครเอเชียเมื่อปี 2018 อังกฤษนำก่อนแต่ปิดเกมไม่ได้ สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ในช่วงต่อเวลา
การเปลี่ยนตัวของเซาธ์เกตไม่ได้ผล แต่ยูโร
 2020 ทุกอย่างเปลี่ยนไป

แจ๊ค กรีลิช แอสซิสต์ให้แฮร์รี่ เคนในเกมเยอรมัน คือ ตัวสำรองคนที่ 4 ของอังกฤษหลังจากฟุตบอลโลก 90 ที่ลงมาแล้วพลิกสถานการณ์ก่อนหน้านั้น
คือแกรี่ สตีเว่นของท็อตแน่ม แอสซิสต์ให้แกรี่ ลินิเกอร์ในเกมกับปารากวัย ฟุตบอลโลก
 86 จอห์น บาร์นส์กับลินิเกอร์ ในเกมกับอาร์เจนติน่า
ทัวร์นาเมนต์เดียวกัน และหลังจากนั้นคือ ธีโอ วัลค็อตต์ กับแดนนี่ เวลเบ็คเกมสวีเดนในยูโร
 2012

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทำประตูแรกในการเล่นทีมชาติ 62 นัด ไม่ส่งผลต่อเกม แต่เขาคือนักเตะตัวสำรองคนที่ 7 ขององกฤษที่ยิงได้ในทัวร์นาเมนต์สำคัญ
รอบ
 4 ทศวรรษ ไล่จาก เดวิด แพลตต์กับเบลเยี่ยม 1990 ไมเคิ่ล โอเว่นกับโรมาเนีย 1998 สตีเว่น เจอร์ราร์ดกับสวีเดน 2006
วัลค็อตต์กับสวีเดน 2012 เจมี่ วาร์ดี้และแดเนี่ยล สเตอริดจ์ กับเวลส์ ยูโร 2016

 

เกมกับเดนมาร์ก คาดว่า เซาธ์เกตจะเปลี่ยนทีมอีก และยากที่จะคาดเดาว่า เซาธ์เกตจะเซ็ตอัพทีมแบบใด พิจารณาจากผลงานในยูโร 2020
ถือว่า อังกฤษมีความพร้อมที่จะสู้กับเดนมาร์ก ซึ่งหลายคนมองว่า มีโอกาสดับฝัน อิงก์แลนด์ อีก 1 สมัยในทัวร์นาเมนต์สำคัญ