ambbet641.com

Camp Nou

Camp Nou 1999

“ประตูที่ไม่เกิดขึ้นจริง” โลธาร์ มัทเธอุส เล่าย้อนถึงเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1999 ที่ Camp Nou ไว้อย่างน่าสนใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความโอ่อ่าในตัวเองนิดๆ เหมือนเคย

“ซูเปอร์แมน” โดนเปลี่ยนตัวออกให้ ธอร์สเท่น ฟิงค์ ลงแทนในนาทีที่ 80 เขาบอกว่าตอนนั้นเหนื่อย หมดแรง (ขณะนั้น มัทเธ่ อายุ 38 ปีแล้ว)

เพียงแต่การเปลี่ยนตัวนี้ ทำให้เมื่อไม่มีเขาในสนาม เขารู้สึกว่านักเตะของแมนฯ ยูไนเต็ด

ดูมั่นใจมากขึ้น ดูไม่มีความยำเกรงในบาเยิร์น มิวนิค อีกต่อไป

มันก็อาจเป็นจริง แต่ บาเยิร์น ควรฆ่าเกมนี้ไปได้ตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกม

นาทีที่ 71 อ็อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ เปลี่ยนเอาหนึ่งในกลางรุกที่ทักษะดีสุดแห่งเยอรมันในเวลานั้นอย่าง เมห์เม็ต โชลล์ ลงมาแทนที่ อเล็กซานเดอร์ ซิคเลอร์ กองหน้า

เมื่อมีทั้ง โชลล์, สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก และ มาริโอ บาสเลอร์ ก็ยังอยู่ ทำให้ทีมเสือใต้ สร้างโอกาสทำประตูได้มากมาย หลายคนคงจำได้

ลูกยิงของ Effenberg 2-3 หน, การตีลังกายิงชนคานของ Carsten Jancker และคนที่น่าจะทำประตูได้ที่สุดอีกคนก็คือ เมห์เม็ต โชลล์

ในรูป เราจะเห็นว่า โชลล์ วิ่งหันหลังดีใจแล้ว เพราะคิดว่าลูกนี้เข้าแน่ๆ

มันเป็นช็อตที่ โชลล์ ได้บอลหน้าเขตโทษแล้วแต่งมาหาพื้นที่ชิพด้วยขวาข้ามตัว ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ไปแล้ว

หากเราไม่เคยรู้เรื่องเกมนี้มาก่อน ดูแค่ภาพนี้ภาพเดียว เราคงเดาเอาได้แน่ ๆ

ว่า นักเตะบาเยิร์น ในเสื้อสีเทาคนนี้ คงกำลังฉลองประตูที่เขาทำได้อย่างสุดสวยแน่ๆ เพราะบอลกำลังลอยเสียบสามเหลี่ยม และตัวเองก็วิ่งหันหลังดีใจ

ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปี 1999 ก็คือ ยักษ์เดนส์ กระโดดพยายามปัดด้วยปลายมือ

ภาษากายบอกว่ายอมไปเรียบร้อยแล้ว แต่พอหันกลับไป บอลมันดันแม่นเสา กระดอนกลับมาเข้ามือซะอย่างนั้น ทำให้โอกาสยังคงอยู่ต่อไป

ช่วงท้ายเกม Ferguson เสี่ยง ทิ้งไพ่ทุกใบ มีโอกาสลุ้นประตูมากขึ้น ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ดังคำพูดของ Matthäus แต่เรื่องมันก็ถูกลากยาวมาได้บทสรุปในนาทีที่ 90+1 และ 90+3 

เชื่อว่าแฟนผีทุกคน ต่อให้ย้อนกลับไปดูเกมนี้ ไปดูไฮไลท์ ไปดูคลิปเกมนี้ทีไร ก็ยังรู้สึกขนลุกอยู่ทุกครั้งไป

มักมีคนถามเสมอว่าระหว่าง Camp Nou 1999 กับ Istanbul 2005 อะไรสุดยอดกว่ากัน

เรื่องนี้ มันตอบไม่ได้ เพราะหาก เป็นแฟนผีแดง เกือบ100 ทั้ง 100 ก็ต้องบอกว่าปี 99

ขณะที่แฟนหงส์ ก็คงต้องตอบว่า 2005 สิ

เอาเป็นว่า ถ้าจะให้เทียบ ต้องบอกว่าถ้าเป็นมวย คือจบคนละแบบ

ปี 1999 แมนฯ ยูไนเต็ด โดนต่อยนับไปตั้งแต่ยกต้น ๆ แล้วพยายามเร่งเอาคืน

แต่ต่อยไม่ค่อยเข้าเป้า แถมยกหลังๆ ยังมาโดนบาเยิร์น บวกด้วยหมัดสวยๆ อีกหลายหมัด เพียงแต่ยังไม่ร่วง

พอมายก 12 ยกสุดท้าย ไม่มีอะไรจะเสีย เดินบวกแบบไม่แคร์แล้วเพราะรู้ว่าแต้มเป็นรองสุดกู่

แล้วมาได้หมัดฮุกเข้าจัง ๆ จน Bayern ลงไปนับ 8 พอบาเยิร์น ลุกขึ้นมา Man U เลยได้ใจลุยต่อ

หวดเข้าไปอีกหมัดจน บาเยิร์น หลับนับ 10 ไปดื้อๆ ทั้งที่ระฆังกำลังจะหมดยกอยู่แล้วแท้ๆ ชนะแบบโกงตายมันแบบนี้แหละ

ส่วนปี 2005 แบ่งเป็น 2 พาร์ท คือในช่วง 6 ยกแรก Milan โชว์เหนือเลย ดักจังหวะต่อยเข้าเป้า หมัดมีน้ำหนัก Liverpool โดนแล้วร่วงๆ ถูกนับไป 3 หนชนิดที่ทรงมวยสู้กันไม่ได้ อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ

พอครึ่งหลัง 6 ยกหลัง เทรนเนอร์แก้เกมมาดี ต่อยแน่นขึ้น แล้วมาได้หมัดสวนสวยๆ จนส่ง มิลาน ลงไปกองได้บ้าง สุดท้ายเหมือนแต้มมาเท่าๆกัน

พอยก 11 ยก 12 มิลาน หมดแรงแถมใจเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตรงข้าม ลิเวอร์พูล ใจมาเป็นกองเลยเดินบดๆ จนสุดท้ายพลิกกลับมาชนะคะแนนอย่างเหลือเชื่อ

ถ้าจะให้เทียบ ก็คงคล้ายๆ แบบนี้ แล้วแต่ว่าใครชอบไฟต์ลักษณะไหนมากกว่ากัน