ambbet641.com

FC Barcelona

FC Barcelona

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ FC Barcelona สะท้อนให้เห็นถึงข้อดี ของการมี ‘วัฒนธรรมองค์กร’
ที่เข้มแข็ง เป็น รากฐาน เพราะต่อให้เจอลมพายุ มรสุม ลูกใหญ่ขนาดไหน ก็จะโอนเอน สั่นไหว ไม่นาน
การรู้ตัวตน ของ ตัวเอง อย่างถ่องแท้ ทำให้ Barcelona ได้ Joan Larpota ชนะเลือกตั้ง กลับมานั่งทำงานแก้ไขปัญหาที่ถูกทิ้งมาจากยุค บาร์โตเมว
โจน ลาร์ปอต้า คือ อดีตประธานสโมสร ที่พา Barcelona เข้าสู่ยุครุ่งเรือง
ในช่วงทศวรรษ 2000s ฉะนั้น เขาย่อมถ่องแท้ดีว่า ‘Barcelona’ คืออะไร
การดึง ชาบี เอร์นานเดซ เข้ามาทำทีมแทน โรนัลด์ คูมัน ก็เป็นการสะท้อนถึงความจริงข้อที่ว่า
Joan Laporta เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรดี เลยเลือกจะเอา Xavi Hernández ที่ลึกซึ้งกับความเป็น Barcelona ดีที่สุด เข้ามา แม้ประสบการณ์ทำทีมจะน้อยนิดก็ตาม
ขณะเดียวกัน การต้องจำใจเสีย ลีโอเนล เมสซี่ ไปเพราะปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง มันเหมือนจะส่งผลดีทางอ้อม กับการ ฟื้นฟูสโมสรขึ้นมาใหม่ เนื่องจาก ชาบี เอร์นานเดซ ไม่จำเป็นต้องวางแผนงาน เพื่อรวมศูนย์ทุกอย่างไปสู่ ลีโอเนล เมสซี่ เพียงคนเดียว
การดึง Daniel Alves เข้ามา ยังสื่อถึงการที่ Xavi Hernández ต้องการให้มี ผู้เล่นสักคนหนึ่ง ที่เป็นดั่ง ตัวแทนความคิดของเขาในสนาม และแสดงออกให้คนอื่นๆ ที่อาจจะยังไม่ลึกซึ้งกับ วัฒนธรรมองค์กร ได้เห็นว่า สถานที่แห่งนี้ เราต้องการแคแรคเตอร์ แบบใด
มากกว่านั้นคือ ต้องชื่นชม ชาบี เอร์นานเดซ กับ มันสมองลูกหนังของเขา ที่ผ่านการเคี่ยวกรำของกาลเวลา
มาตั้งแต่รุ่น Johannes Cruijff , Louis van Gaal จนถึง Pep Guardiola และ Luis Enrique ทำให้ Xavi Hernández ไม่ใช่กุนซือประเภท มีบารมีแค่ตอนเป็นผู้เล่น แต่ยังมี องค์ความรู้มากพอที่จะสอนลูกทีม จนลูกทีมเกิดความนับถือ ว่า นี่ไม่ใช่โค้ชที่อาศัยแค่ชื่อเสียงเก่าๆ
ย้อนไปในวันที่ Barcelona แพ้ Real Madrid ใน El Clasico เวอร์ชั่น บอลถ้วย
โจน ลาร์ปอต้า ได้เข้ามาในห้องแต่งตัวนักเตะ เพื่อกล่าวกับทุกคนว่า แม้วันนี้จะแพ้ แต่ทิศทางที่ทุกคนเดินมานั้น ถือว่าถูกต้องแล้ว ขอแค่ทุกคนเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำ แล้วผลลัพธ์ดีๆจะออกมาเอง
หลังจากวันนั้น ไม่กี่เดือนดี ชัยชนะ 0-4 เหนือ Real Madrid ต่อหน้าต่อตา แฟนบอลราชันชุดขาว ใน เบอร์นาเบว คือคำตอบว่า สิ่งที่ ลาร์ปอต้า พูดในวันนั้น ไม่ใช่คำปลอบใจ ของ พวกขี้แพ้ แต่เป็นคำพูด ของ คนที่มีประสบการณ์ และ รู้ตัวดีว่ากำลังลงมือสร้างอะไรขึ้นมา
เรื่องความเป็นไปของ Barcelona ยังสะท้อนกลับมาให้ แฟนแมนฯยูฯ
เรียนรู้ว่า สิ่งที่เกิดกับ ปีศาจแดง ในเวลานี้ มันไม่ใช่เรื่องของ โชคดวงที่เลวร้าย หรือ ชะตาวาสนา
ที่ไม่เข้าข้าง หากแต่มันเป็น ‘ความผิดพลาด’ ที่สะสมมาจากความ ‘ล้มเหลว’
ตั้งแต่ ความบิดเบี้ยวในส่วนของทีมบริหาร พอเบื้องบนอยู่ในกำมือคนที่ไม่ใช่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับฟุตบอลแท้จริง ทำให้การตัดสินใจจากส่วนหัว ลงมา ย่อมผิดฝาผิดตัว
สะท้อนถึงการลงตลาดนักเตะ ที่มักเสียเปรียบทีมอื่น เนื่องจากทำตัวเป็น จอมทุ่ม ที่สนแค่ว่า จะเอาเป้าหมายเข้ามาเพื่อกลบกระแสวิจารณ์ความล้มเหลวของตัวเองไปวันๆ
สะท้อนไปยังการเลือกคนเข้ามาทำงาน ที่พอบางคน ทำงานไม่สอดรับกับเบื้องบน(ที่ผิดเพี้ยน) หรือ บางคนแข็งกระด้าง ไม่เชื่อฟัง ก็ปลดเขาออก
และ ยังผิดทิศผิดทาง ในเรื่องของการเลือกปฎิบัติ ดังจะเห็นว่า สโมสรมักโอ๋ผู้เล่น มากกว่าจะยืนข้าง คนเป็นโค้ช
ตรงตามตำราที่ ท่านเซอร์ เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เบื้องบน เลือกยืนคนละฝั่งกับกุนซือ
เมื่อเกิดความขัดแย้งภายใน มันหมายถึง ระเบียบวินัย ภายในองค์กร ถูกทำลายลงเป็นที่เรียบร้อย
พอมันผิดฝาผิดตัว มาตั้งแต่ ‘ส่วนหัว’
ส่วนหัว ก็เลือกคนผิดฝาผิดตัว เข้ามาทำงานสอดรับกับตัวเอง
ลามไปถึงในส่วนอขง ผู้เล่น ที่เกิดความเข้าใจผิดๆ ไม่ลึกซึ้งถึงแก่นแกนของ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ ที่ถูกต้อง
กลายเป็น ผลลัพธ์ ที่สะท้อนออกมาเป็นผลงานในสนาม ที่ย่ำแย่ ทุเรศทุรัง
ส่วนคนรับกรรม ก็คือ ‘แฟนบอล’ อ่านข่าวกีฬามันๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ
ฉะนั้น คำว่า ‘ดูละครย้อนดูตัว’ ก็ยังปรับเปลี่ยนมาเป็น ‘ดูฟุตบอลแล้วย้อนดูตัวเอง’ ได้อีกด้วย
สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าพวกเขาอยากจะกลับมายืนหยัด ในแถวหน้าของวงการอีกครั้งให้ได้
บางทีเมื่อเห็นความเหลวแหลกที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คงต้องทำใจว่าแค่ ปี หรือ สองปี คงไม่เพียงพอ
แต่ถ้ายึดโมเดล บาร์ซ่า มาเป็นตัวอย่าง การเปลี่ยนแปลง มันก็เกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่เดือน
ขอเพียง ‘ส่วนหัวถูกต้อง’ การตัดสินใจจากส่วนหัว ลงมาส่วนหาง ก็ย่อมถูกต้องตาม
แต่ปัญหาสำคัญที่สุดของ แมนฯยูฯ ที่อาจทำให้ไม่สามารถเป็นอย่าง FC Barcelona ได้
นั่นก็คือ ส่วนที่ผิดเพี้ยน ณ เวลานี้ ดันเป็นถึงเจ้าของสโมสร
อย่าง ครอบครัวเกลเซอร์ ที่กุมทุกอย่างเอาไว้ในมือ
จุดนี้แหละครับ คือสิ่งที่ยากที่สุด สำหรับการคิดจะเปลี่ยนแปลงสโมสรแมนฯยูฯ