ambbet641.com

Ghost Goal ลูกยิงผีจับยัด

Ghost Goal

Ghost Goal ฟุตบอลโลก 1966 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ชาติเจ้าภาพ ได้แก่อังกฤษ โดนนานาประเทศรุมสาปแช่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 
สาเหตุเพราะอังกฤษ อวดอ้างเสมอว่าตัวเอง เป็นประเทศต้นกำเนิดของฟุตบอล แต่พอต้องรับบทบาทเจ้าภาพฟุตบอลโลกขึ้นมาจริงๆ กลับจัดงานได้ย่ำแย่มากๆ จนกลายเป็นความทรงจำร้ายๆ ของแทบทุกชาติที่มาร่วมแข่งขันด้วย 
ตัวอย่างเช่น ทีมชาติบราซิล แชมป์โลกเมื่อ 4 ปีก่อน (1962) ตั้งแต่พอเครื่องบินลงจอดที่สนามบินฮีทโธรว 
ตามปกติชาติเจ้าภาพต้องมีรถบัสมารับนักเตะไปโรงแรม
แต่ปรากฏว่าอังกฤษไม่ได้เตรียมคนขับรถไว้ให้ ต้องให้นักเตะบราซิลรอกันเป็นชั่วโมง จนวุ่นวายกันไปหมด
วันต่อมา พอนักเตะบราซิล ลงไปซ้อมตามกำหนดการ ปรากฏว่า สนามเบิร์นเดน พาร์ก 
ในเมืองโบลตัน หญ้าก็ยาวเกินไป แถมยังไม่มีเสาประตูอีกต่างหาก แล้วแบบนี้มันจะซ้อมกันยังไง 
จากนั้นในช่วงหัวค่ำ  มีนักการเมืองที่อังกฤษ 
เชิญผู้เล่นบราซิลมาร่วมงานเลี้ยงดินเนอร์ ซึ่งนักเตะบราซิลก็ไปร่วมงานด้วยเพื่อเป็นเกียรติกับเจ้าภาพ 
แต่ขากลับ แทนที่คนขับรถจะขับไปส่งอย่างรวดเร็ว กลับขับวนๆ เป็นชั่วโมง กว่าจะถึงโรงแรม ก็ทำเอานักเตะบราซิลอ่อนล้ากันไปเป็นแถบ 
เรื่องนอกสนามว่าป่วนแล้ว ในสนามก็มีปัญหาเยอะไม่แพ้กัน 

เปเล่ นักเตะขวัญใจอันดับหนึ่งของชาวบราซิล

ในรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก บราซิลชนะบัลแกเรีย 2-0 ในนัดนี้ เปเล่ นักเตะขวัญใจอันดับหนึ่งของชาวบราซิล
โดนคู่แข่งเตะจนน่วม หนักถึงขนาดเกมต่อมาที่เจอฮังการี เขาลงเล่นไม่ได้ แต่ที่น่าประหลาดก็คือ นัดนั้นกรรมการไม่แจกใบเหลืองให้ฝั่งบัลแกเรียแม้แต่ใบเดียว
ด้วยความที่ไม่มีเปเล่ ทำให้บราซิลแพ้ฮังการีในเกมต่อมา และในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม 
บราซิล ต้องทำศึกตัดสินการเข้ารอบกับโปรตุเกส โดยในเกมการแข่งขัน บราซิลยิงได้ 2 ประตูแบบใสสะอาด 
แต่โดนผู้ตัดสิน จอร์จ แม็คเคบ ชาวอังกฤษปฏิเสธทั้ง 2 ลูก 
สุดท้ายเลยเป็นโปรตุเกส ที่ไล่ยิงจนเอาชนะไป 3-1 
ความพ่ายแพ้ต่อโปรตุเกส ทำให้บราซิลเต็ง 1 ของรายการตกรอบ จนคนทั่วโลกด่าเจ้าภาพอังกฤษยับเยินว่า จงใจเขี่ยบราซิลออกไปหรือเปล่า เพื่อที่ตัวเองจะได้มีโอกาสไปถึงแชมป์อย่างสดใส
เรื่องนี้นักเตะบราซิลต่างเซ็งกันจริงๆ ถ้าวัดกันในสนามพวกเขาไม่กลัว 
แต่พอมีเรื่องนี้ เรื่องนั้น วุ่นวายไปหมด มันก็รู้สึกเฟล อย่างเปเล่ ตอนบินกลับไปถึงบราซิลแล้ว 
เขาระบายความรู้สึกทันทีว่า การต้องเจอเล่ห์เหลี่ยมแปลกๆ ที่อังกฤษ ทำเขาหมดกำลังใจจะเตะฟุตบอลไปพักหนึ่งเลยทีเดียว
ไม่ใช่แค่บราซิลที่โดน ทีมชาติอาร์เจนติน่าก็โดนเช่นกัน 

อังกฤษมีโปรแกรมเจออาร์เจนติน่า

ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย อังกฤษมีโปรแกรมเจออาร์เจนติน่า ปรากฏว่าก่อนวันแข่ง 
เสาและคานในสนามซ้อมของอาร์เจนติน่าหายไป ต้องไปยืมจากสโมสรแอสตัน วิลล่า 
กับเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนมาใช้ชั่วคราวก่อน แต่ก็เสียเวลาในการซ้อมไปหลายชั่วโมง
ช็อตเด็ดอีกอย่าง คือในรอบแรก อาร์เจนติน่าจะมีเบสแคมป์อยู่ที่เมืองเบอร์มิงแฮม
แต่หลังจบรอบแบ่งกลุ่ม โปรแกรมที่เหลือจะเตะในสนามเวมบลีย์ ที่ลอนดอนทั้งหมด 
ทำให้กองทัพนักเตะอาร์เจนติน่า ต้องเปลี่ยนโรงแรม มาอยู่ที่ลอนดอนแทน
ในวันที่ย้ายเมือง คนขับรถที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษเตรียมไว้ แทนที่จะขับมาส่งหน้าโรงแรมที่อยู่ในโซนเซ็นทรัลลอนดอน 
กลับไปทิ้งนักเตะไว้ที่เมืองเวลวิน ซึ่งอยู่ชานเมืองแทน นักเตะอาร์เจนติน่าก็ยืนงง ทำอะไรไม่ได้ 
ต้องยืนรอรถบัสคันใหม่ 80 นาที และกว่าจะนำตัวนักเตะไปถึงที่โรงแรมที่จองไว้ 
ผู้เล่นเหนื่อยล้ากันเป็นแถบ อ่านข่าวกีฬาไม่มีเบื่อได้ที่ Ambbet เลยครับผม
ยิ่งไปกว่านั้น เกมการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย กับอังกฤษ และอาร์เจนติน่าก็มีดราม่า 
เมื่อผู้ตัดสินชาวเยอรมันตะวันตก ไล่อันโตนิโอ รัตติน กัปตันอาร์เจนติน่าออกจากสนามอย่างน่ากังขา 
ในนาทีที่ 35 ซึ่งตัวรัตตินก็ไม่ยอมออกจากสนาม ยื้อกันไปมา 9 นาที 
แต่สุดท้ายฝั่งอาร์เจนติน่าก็ต้องยอมเล่น 10 คน
ด้วยตัวที่เป็นรองตลอดครึ่งหลัง ทำให้อาร์เจนติน่าต้านไม่อยู่ 
จบเกมอังกฤษชนะ 1-0 โดยรัตตินคนที่โดนไล่ออก 

Scandal in London

ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “มันชัดเจนอยู่แล้ว ว่ากรรมการแอบใส่เสื้อทีมชาติอังกฤษไว้ข้างใน”
สื่อทั่วโลก ใครๆ ก็ด่าอังกฤษกันทั้งนั้น อย่างหนังสือพิมพ์ อิล มาสซาเจโร่ 
จากอิตาลีพาดหัวข่าวว่า “Scandal in London” ขณะที่ยูเซบิโอ กองหน้าโปรตุเกสกล่าวว่า 
“กรรมการเหมือนจะเห็นแค่ผู้เล่นอาร์เจนติน่าที่ทำฟาวล์ แต่กลับไม่เห็นความผิดของนักเตะอังกฤษเลยสักครั้ง”
เข้าสู่เกมรอบรองชนะเลิศ อังกฤษเจอโปรตุเกส ซึ่งเกมนี้อังกฤษนำไปก่อน 2-0
โดยทั้งสองลูกได้ประตูจากบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ดูแล้วก็น่าจะชนะได้ง่ายๆ 
แต่แล้วนาทีที่ 82 โปรตุเกสบุกขึ้นมาบ้าง ก่อนที่โชเซ่ ตอร์เรส 
จะโหม่งบอลผ่านผู้รักษาประตู กอร์ดอน แบงค์สไปแล้ว บอลกำลังจะเข้าประตู 
แต่แจ๊คกี้ ชาร์ลตัน กองหลังอังกฤษ กระโดดเอามือตบบอลจากหน้าโกล์ไปดื้อๆ
ตามหลัก ใช้มือป้องกันลูกที่กำลังจะเข้า ต้องเป็นใบแดงสถานเดียว
แต่กรรมการปิแอร์ ชวินเต้ จากฝรั่งเศส ชี้จุดโทษก็จริง แต่ไม่ไล่แจ๊คกี้ ชาร์ลตันออกจากสนาม 
ยูเซบิโอ กองหน้าโปรตุเกสยิงจุดโทษเข้าไป ให้ทีมไล่มาเป็น 2-1 แต่ช่วงเวลาที่เหลือยิงเพิ่มไม่ได้ อังกฤษเลยชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยสกอร์ 2-1 
หลายคนย้อนไปคิดถึงจังหวะแฮนด์บอลลูกนั้น อังกฤษควรเหลือ 10 คนชัดๆ 
และโปรตุเกสก็มีโอกาสใช้เวลาเกือบ 10 นาทีที่เหลือไล่บดตีเสมอได้ เพราะเหลือตัวมากกว่า 
แต่พอ 11 ต่อ 11 เท่ากัน โปรตุเกสก็เลยเจาะไม่ได้ แพ้ไปในที่สุด 
จบเกมนั้น ยูเซบิโอเดินร้องไห้ออกจากสนามด้วยความเจ็บใจ 

ประวัติศาสตร์นัดชิงฟุตบอลโลกจนได้ กับ "Ghost Goal"

แน่นอน เมื่อมีดราม่าติดๆกัน อังกฤษหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะโดนครหาว่าโกงอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ไม่สน เดินหน้าลุยต่อในรอบชิงชนะเลิศ โดยลงเล่นกับเยอรมันตะวันตก
ในรอบชิง ทั้งสองทีมเล่นได้สูสี ก่อนเสมอกัน 2-2 ในเวลาปกติ 
ต้องไปต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาทีเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ 
จริงๆ อังกฤษโดนสื่อต่างชาติจับตามองเรื่องกรรมการเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเป็นรอบชิงอีก คงจะมาตุกติกอะไรกันไม่ได้ง่ายๆ หรอก 
แต่แล้วก็เกิดดราม่าสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นัดชิงฟุตบอลโลกจนได้ กับ “Ghost Goal” หรือ “ประตูที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง” 
นาทีที่ 101 น็อบบี้ สไตล์ จ่ายบอลให้ปีกขวา อลัน 
บอล สปรินท์ตัวไปจนเกือบสุดเส้นหลัง 
เขารีบครอสบอลทันทีก่อนที่แบ็กซ้ายของเยอรมัน คาร์ล-ไฮน์ซ ชเนลลิงเกอร์ 
จะไล่บอลทัน บอลพุ่งเข้าเท้าหัวหอก เจฟฟ์ เฮิร์สอย่างแม่นยำ เฮิร์สแต่งบอลด้วยขวา แล้วตะบันเต็มข้อทันที 
บอลพุ่งแสกหน้า ผ่านนายทวารฮันส์ ทิลคอฟสกี้ ชนคานเต็มแรง แล้วเด้งลงพื้น
ในจังหวะนั้นดูยากมากๆ ว่าข้ามเส้นหรือยัง ซึ่งพอบอลเด้งลงพื้นปั๊บ โรเจอร์ ฮันท์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษ
ที่อยู่หน้าโกล์ ชูมือหราเลย เพื่อบอกกรรมการว่ามันเข้าไปแล้ว
แต่กองหลังเยอรมัน โวล์ฟกัง เว็บเบอร์ ไม่สนใจเห็นบอลยังไม่ตุงตาข่าย ก็วิ่งมาเคลียร์ออกหลังไป 
คำถามคือ ลูกนี้กรรมการควรให้ประตูอังกฤษ หรือจะให้เป็นแค่ลูกเตะมุมดี
จริงๆ ในจังหวะนั้น จากภาพช้าที่ถูกนำมาเจาะลึกอย่างละเอียดในภายหลัง 
ก็เห็นอยู่ว่าบอลเข้าไม่เต็มใบ และตามกฎของฟีฟ่า ยืนยันแต่แรกอยู่แล้วว่า 
ลูกที่จะได้ประตูต้องเข้า “เต็มใบ” เท่านั้น แต่ปัญหาคือยุคนั้นยังไม่มี VAR 
และไม่มีโกลไลน์เทคโนโลยี แปลว่าทุกอย่างจะอยู่ที่ดุลยพินิจของผู้ตัดสินกับไลน์แมนเท่านั้น ว่าคิดเห็นอย่างไร 

ผู้ตัดสินก็อตต์ฟรีด ดีนส์

ผู้ตัดสินก็อตต์ฟรีด ดีนส์ จากสวิตเซอร์แลนด์ เดินไปปรึกษากับโทฟิก บาครามอฟ 
ไลน์แมนชาวโซเวียต ทั้งสองคนเริ่มคุยกัน และเมื่อบาครามอฟบอกว่า “บอลข้ามเส้นแล้ว” 
กรรมการก็เป่าให้เป็นประตูของอังกฤษทันที 
ผู้เล่นเยอรมันมารุมล้อมเต็มไปหมดเพื่อประท้วงว่ามันจะไปเข้าได้ยังไง ก็เห็นๆอยู่ว่า บอลกระเด้งลงมาโดนเส้นชอล์กที่ตีไว้ อาจจะเข้าไป 70-80% แต่มันยังไม่ข้ามทั้งหมดใบแน่ๆ
อูเว่ ซีเลอร์ กัปตันทีมเยอรมันกล่าวว่า “ผมยืนอยู่ในกรอบเขตโทษ 
และเห็นด้วยตาตัวเองว่าบอลมันยังไม่ข้ามเส้น ตอนที่กรรมการให้ประตู เราไม่เข้าใจกันเลยว่า คุณให้ประตูไปได้ยังไง” 
แต่ฝั่งอังกฤษก็โต้แย้ง เพราะบอกว่า ตอนที่บอลชนคานเด้งลงพื้น 
ตอนนั้นโรเจอร์ ฮันท์ที่อยู่หน้าโกล์ ถ้าหากเห็นว่าบอลมันไม่ข้ามเส้น ฮันท์ 
ก็ต้องรีบปรี่ไปซ้ำแล้วสิ แต่นี่เขายกมือยืนยันว่ามันเข้าไปแล้ว คนที่กระหายในการยิงประตูอย่างฮันท์เนี่ยนะ จะพลาดโอกาสนี้ไปได้ 
การประท้วงกินเวลาสักพัก แต่ก็ไม่เป็นผล กรรมการยืนยันสกอร์ 3-2 อยู่ดี 
และเมื่อถึงจุดนั้น ฝั่งเยอรมันก็ถอดใจแล้ว ก่อนจะมาโดนปิดกล่องจากเจฟฟ์ เฮิร์ส 
และทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ยิงแฮตทริกได้ในนัดชิงฟุตบอลโลก
จบเกมการแข่งขัน อังกฤษชนะ 4-2 คว้าแชมป์โลกสมัยแรกของตัวเองไปครอง ท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้องของแฟนบอลในเวมบลีย์ 

1966

แต่แน่นอน ว่าจากดราม่าที่เกิดขึ้นตลอดทัวร์นาเมนต์ ทำให้อังกฤษ โดนประณามจากหลายชาติ ว่าเป็นผู้จัดการแข่งขันที่แย่ และหวังแต่จะให้ตัวเองชนะอย่างเดียว โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น 
หนังสือพิมพ์ เปรเซนเซีย ของโบลิเวีย เขียนว่า “เมื่อก่อน อังกฤษเคยถูกชื่นชมในโลกฟุตบอล 
แต่วันนี้มีคนจำนวนมากเลิกชอบพวกเขาแล้ว นั่นเพราะชัยชนะอันสกปรกที่พวกเขาสร้างขึ้น 
และมันเห็นได้ชัดว่าพวกเขาจงใจจะมีเล่ห์เหลี่ยมกับประเทศจากลาตินอเมริกาเป็นพิเศษ
อังกฤษอาจจะเป็นแชมป์โลก แต่พวกเขาไม่ใช่ประเทศที่มีวัฒนธรรม มีการศึกษา และมีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอ” 
ขณะที่หนังสือพิมพ์ อวันติ ของอิตาลีพาดหัวข่าวสรุปสั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า “ช่างเป็นฟุตบอลโลกที่เละเทะอะไรขนาดนี้” 
ในภาพรวม อังกฤษจึงโดนชาติต่างๆ สาปแช่งอย่างหนัก ตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา 
จากภาพลักษณ์ของ Home of Football ที่ดูสง่างาม กลายมาเป็นตัวโกงและไม่ได้รับการเชียร์อีกต่อไป 
คือกว่าจะเรียกศรัทธามาได้ ก็ผ่านไปอีกหลายปีทีเดียว

อังกฤษยื่น Bid ขอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกไป 4 ครั้ง ในปี 1990, 1998, 2006 และ 2018

หลังจากปี 1966 สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นกับอังกฤษ จนเรียกได้ว่าเป็นอาถรรพ์ มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน
อย่างแรกคือพวกเขาไม่เคยถูกเลือกเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอีกเลย แม้ว่าจะมีสนามแข่งขันและสาธารณูปโภค จะพร้อมกว่าคู่แข่งแค่ไหนก็ตาม ไม่รู้จะบังเอิญหรือไม่ แต่ไม่มีชาติไหนคิดจะโหวตให้ 
อังกฤษยื่น Bid ขอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกไป 4 ครั้ง 
ในปี 1990, 1998, 2006 และ 2018 
ปรากฏว่าโดนเมินทุกหน แม้ว่าจะมีแผนงานที่ยอดเยี่ยมแค่ไหนก็เถอะ หลายคนเชื่อว่าภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1966 อาจต้องใช้เวลานานกว่านี้อีก ถึงจะกอบกู้กลับมาได้
อาถรรพ์อย่างที่ 2 คือพวกเขาไม่เคยประสบความสำเร็จในรายการเมเจอร์ใดๆ
อีกเลย แม้แต่หนเดียว ไม่เคยเข้าชิงทั้งฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโร ดีที่สุดคือรอบรองชนะเลิศเท่านั้น 
ถ้าคิดในแง่ไสยศาสตร์ เพราะชาติอื่นเคยแช่งชักเอาไว้ให้ล้มเหลว แต่ถ้าคิดในแง่ฟุตบอล
บทวิเคราะห์จากเดอะ การ์เดี้ยน เล่าไว้อย่างน่าสนใจว่า พอได้แชมป์โลกในปี 1966
อังกฤษก็คิดว่าประเทศตัวเองเป็นสุดยอดของห่วงโซ่อาหารแล้ว ความจองหองในศักดิ์ศรี ทำให้ดูถูก 
และปิดกั้นสไตล์ฟุตบอลจากชาติอื่น ในระหว่างนั้น ชาติต่างๆ 
ก็พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนทีมชาติแข็งแกร่งขึ้น และไปๆ มาๆ ก็แกร่งกว่าอังกฤษที่หยุดนิ่งในที่สุด
กว่าอังกฤษจะยอมรับว่าฟุตบอลของตัวเองล้าหลังกว่าชาติอื่น ก็หลังจากการก่อตั้งพรีเมียร์ลีกในปี 1992 นั่นแหละ ถึงจะได้รู้ว่า สไตล์การเล่นของประเทศอื่น เขาไปถึงไหนกันแล้ว และอาถรรพ์อย่างที่ 3 ด้วยความแค้นที่เยอรมันโดนยัดเยียดความพ่ายแพ้จาก Ghost Goal

อังกฤษเวลาเจอเยอรมัน

นับจากวันนั้นมา อังกฤษเวลาเจอเยอรมัน ในรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลรายการเมเจอร์พวกเขาไม่ชนะเลยแม้แต่หนเดียว
– ฟุตบอลโลก 1970  รอบ 8 ทีมสุดท้าย : Germany ชนะ England 3-2
– ฟุตบอลโลก 1990 รอบรองชนะเลิศ : Germany เสมอ England 1-1 (ก่อนชนะจุดโทษ 4-3)
– ฟุตบอลยูโร 1996 รอบรองชนะเลิศ : Germany เสมอ England 1-1 (ก่อนชนะจุดโทษ 6-5)
– ฟุตบอลโลก 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้าย : Germany ชนะ England 4-1
คือถ้าเจอรอบแบ่งกลุ่ม อังกฤษยังมีเสมอ มีชนะบ้าง แต่ถ้าเป็นเกมรอบน็อกเอาต์นัดเดียวรู้ผล 
จากปี 1966 เป็นต้นมา อังกฤษยังไม่เคยลบล้างอาถรรพ์ได้เลย พวกเขาเจอเยอรมันทีไร ก็แทบจะรู้ผลลัพธ์เลยว่า “เสร็จแน่” 

คือในยูโร 1996

ตัวอย่างที่ดีมาก คือในยูโร 1996 รอบรองชนะเลิศที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ พวกเขาโคจรมาเจอกับเยอรมันในรอบรองชนะเลิศ 
อังกฤษ ณ เวลานั้น คือทีมที่มีเกมรุกดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์
รอบแบ่งกลุ่ม 3 นัด ยิงไป 7 ประตู พวกเขามีพอล แกสคอยน์ 
เพลย์เมกเกอร์อัจฉริยะนำทัพ ขณะที่คู่หน้าก็มีอลัน เชียเรอร์ กับ เท็ดดี้ เชอริงแฮม ที่เล่นกันเข้าขาอย่างมาก
ในสภาพทีมโดยรวมอังกฤษมีข้อได้เปรียบเต็มไปหมด ขั้นแรกคือพวกเขาได้เล่นในเวมบลีย์ 
แถมตั้งแต่รอบแรก จนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย อังกฤษเล่นที่เวมบลีย์มาตลอด 
มีความคุ้นเคยสนามอย่างมาก ขณะที่เยอรมัน เล่นที่โอลด์แทรฟฟอร์ดอย่างเดียว เพิ่งจะมาได้เล่นเวมบลีย์เกมแรก ก็เกมเจออังกฤษนี่แหละ
ส่วนเรื่องแฟนบอลก็เช่นกัน ในสนามก็มีแฟนบอลอังกฤษอัดแน่นเข้ามาเชียร์อย่างคับคั่ง พวกเขาหวังว่าจะไปถึงแชมป์เมเจอร์ได้ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ดังนั้นจึงเข้ามาชมเต็มความจุ เกมนี้คนดูมากกว่านัดชิงชนะเลิศด้วยซ้ำไป 
ขณะที่เรื่องตัวผู้เล่น เยอรมันโชคร้ายที่คู่กองหน้าตัวจริง เจอร์เก้น คลินส์มันน์ 
และ โอลิเวอร์ เบียร์ฮอฟฟ์ ได้รับบาดเจ็บก่อนเกมทั้งคู่ 
ลงไม่ได้ทั้งสองคน จึงต้องใช้งาน สเตฟาน คุนซ์ กองหน้าวัย 33 ปี
จากเบซิคตัส ยืนเป็นตัวจริง คือดูจากความพร้อม ความมั่นใจ อังกฤษข่มอยู่พอสมควร

สเตฟาน คุนซ์

แฟนอังกฤษคึกคะนองว่า เยอรมันสภาพไม่สมบูรณ์แบบนี้ พวกเขาเอาชนะได้แน่ 
บรรยากาศก่อนเกม แฟนบอลอังกฤษ ล้อเลียน สเตฟาน คุนซ์ หัวหอกเยอรมันอย่างสนุกสนาน 
สาเหตุเพราะชื่อของคุนซ์ (Kuntz) มันสะกดคล้ายๆ คำว่า Cunt ในภาษาอังกฤษ
ที่แปลว่าอวัยวะเพศหญิง ดังนั้นคนอังกฤษจึงเอาชื่อของสเตฟาน คุนซ์ มาทำเป็นโจ๊กล้อเลียนกันอย่างเฮฮา 
ในเกมที่มีข้อได้เปรียบทั้งหมดแบบนี้ ส่งผลให้ทั้งประเทศมีความมั่นใจสูงปรี๊ดว่ากดเยอรมันได้แน่ แต่พอเกมเริ่มเข้าจริงๆ พวกเขาเอาชนะไม่ได้ 
อลัน เชียเรอร์ โหม่งนำให้อังกฤษตั้งแต่นาทีที่ 3 แต่ สเตฟาน คุนซ์ 
คนที่โดนล้อมาหลายวันติดๆกัน มาตีเสมอได้สำเร็จในนาทีที่ 16  สุดท้าย
อังกฤษพยายามเจาะ แต่เจาะยังไงก็ไม่เข้าจบ 120 นาทีเสมอ 1-1 ต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ 
5 คนแรกของทั้งสองทีมยิงเข้าทั้งหมด ต้องตัดสินในคนที่ 6 ปรากฏว่า
แกเร็ธ เซาธ์เกต เซ็นเตอร์แบ็กของทีม ยิงไปติดเซฟอันเดรียส ค็อปเค่ 
ส่วนคนที่ 6 ของเยอรมัน แอนเดรียส โมลเลอร์ วิ่งมาซัดเปรี้ยงเดียวหาย 
ทำให้เยอรมันเขี่ยอังกฤษตกรอบคาบ้านไปทั้งๆ ที่อังกฤษเป็นต่อพอตัวก่อนเกมจะเริ่ม 
ได้เปรียบทุกอย่าง ได้เล่นในบ้าน คีย์แมนคู่แข่งก็ไม่อยู่ และความมั่นใจของนักเตะกับแฟนบอลก็พุ่งสูงลิ่ว แต่ก็ยังชนะเยอรมันไม่ได้
หรืออาจเป็นเพราะ คำสาปของ Ghost Goal ในปี 1966 ยังคงทำงานอยู่? 

ศึกยูโร 2020

นับจากปี 1996 กับการแพ้ในยูโรที่เวมบลีย์ จนถึงวันนี้ ก็ผ่านมาแล้ว 25 ปี 
การแข่งขันในคืนนี้ ศึกยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่างอังกฤษกับเยอรมัน 
ที่สนามแห่งเดิม เวมบลีย์ จะเป็นบทพิสูจน์เลยว่า ได้เวลาแล้วหรือยังที่อังกฤษจะลบล้างอาถรรพ์ได้สำเร็จ 
เยอรมันเสียเปรียบทุกอย่างเช่นเดิม ทั้งต้องมาเยือนและไม่ได้โอกาสลงซ้อมในสนามจริงแม้แต่รอบเดียว 
แถมมีตัวเจ็บอีกหลายคน ขณะที่ฟอร์มโดยรวมก็กระท่อนกระแท่น 
เข้ารอบแบบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ชนิดที่เกือบโดนฮังการีเขี่ยตกรอบ
ตรงข้ามกับอังกฤษที่มีปัจจัยบวกเยอะไปหมด เข้ารอบแบบแชมป์กลุ่ม ได้เล่นในบ้านตัวเอง คุ้นเคยสนามมากกว่า 
เกมรับดีเยี่ยม เป็นทีมเดียวในทัวร์นาเมนต์ที่ยังไม่เสียประตู 
ดังนั้นถ้าอังกฤษ คิดจะลบล้างคำสาปของบรรพบุรุษ ปลดแอกตัวเองให้เป็นไท พวกเขาต้องทำมันให้สำเร็จในวันนี้แล้ว 
อย่างไรก็ตาม ฝั่งแฟนบอลเยอรมันดักคอไว้ก่อนเลยว่า ถ้าแพ้อีก อย่ามาอ้างคำส่ง คำสาปเลย สู้ยอมรับดีๆ ว่าแพ้ทีมที่เก่งกว่าน่าจะง่ายกว่านะ!