ambbet641.com

Giuseppe Rossi

Giuseppe Rossi

ถ้าหากร่างกายไม่เปราะบางและเจ็บซ้ำ ๆ ที่แผลเดิมมากจนเกินไป บางที Giuseppe Rossi อาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้ทั้งในสโมสรและทีมชาติ
รอสซี่ เกิดและโตที่อเมริกาแต่ย้ายมาอยู่อิตาลีกับคุณพ่อของเขาตอนอายุ 12 โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของ ปาร์ม่า ก่อนจะได้ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์  ยู ไนเต็ด ตอนอายุ 17 ปี
ดาวยิงชาวอิตาเลียนประเดิมสนามพรีเมียร์ ลีกเกมแรกก็ยิงประตูได้ทันทีในเกมที่ชนะ ซันเดอร์แลนด์ 3-1 เมื่อปี 2005 และถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นที่ นิวคาสเซิ่ล กับ ปาร์ม่า อีกทีมละครึ่งฤดูกาลในปีต่อมาเพื่อสั่งสมประสบการณ์
แต่ว่า รอสซี่ ไม่สามารถเบียดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของปีศาจแดงได้เลยครับ เนื่องจากในตอนนั้นทีมมีทั้ง รุด ฟาน นิสเตลรอย, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เวย์น รูนี่ย์ และ หลุยส์ ซาฮา ขวางทางอยู่ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ บียาร์เรอัล โดยมีค่าตัวถึง 6.6 ล้านปอนด์เลยทีเดียว
ชีวิตที่สเปนคือช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของ รอสซี่ เลยครับ เขาประเดิมฤดูกาลแรกด้วยการยิงได้ถึง 13 ประตูจาก 37 นัดรวมทุกรายการ และค่อย ๆ เพิ่มตัวเลขมากขึ้นในทุกปี
ฤดูกาล 2008-09: ยิงได้ 15 ประตู
ฤดูกาล 2000-10: ยิงได้ 17 ประตู
ฤดูกาล 2010-11: ยิงได้ 32 ประตู
ช่วงนั้น Giuseppe Rossi พีคสุด ๆ จนถึงขนาดว่า บาร์เซโลน่า กับ สเปอร์ส เคยติดต่อขอซื้อตัวไปร่วมทีม แต่สิ่งที่ฉุดรั้งให้ดีลนั้นไม่เกิดขึ้นก็เพราะอาการบาดเจ็บครั้งใหญ่ของเขาในปี 2011
ตอนนั้น รอสซี่ ต้องพักรักษาตัวนานถึง 6 เดือน พอเริ่มกลับมาซ้อมได้ตอนเดือนเมษายนปี 2012 ก็มาบาดเจ็บซ้ำจนต้องพักเพิ่มอีก 10 เดือน รวม ๆ แล้วเขาหายหน้าหายตาไปจากสนามฟุตบอลร่วม ๆ 500 วันเลยทีเดียว
เมื่อฟิตสมบูรณ์ คราวนี้ รอสซี่ ถูกขายให้กับ ฟิออเรนติน่า ตอนต้นปี 2013 และสามารถกู้ชื่อได้จากการประเดิมฤดูกาลแรกด้วยการซัดไปถึง 17 ประตูจาก 24 นัด แถมยังเคยทำแฮตทริคใส่ ยูเวนตุส ได้อีกด้วย
โชคร้ายยังคงตามรังควานเขาไม่เลิก เพราะขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย รอสซี่ ก็มาเอ็นเข่าฉีกที่แผลเดิมอีกรอบ คราวนี้เขาต้องพักรักษาตัว นานถึง 1 ปี เมื่อหายเจ็บกลับมาก็ไม่เคยฟิตสมบูรณ์ อีกต่อไป เขาไม่สามารถลงเล่นเต็มเวลาติด ๆ กันได้ 2 นัดในช่วงสัปดาห์ และดูเหมือนว่าความหวาดระแวงในการเข้าปะทะก็ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ อ่านข่าวดีๆ ที่ Ambbet 
“ผมกลัวไปหมดทุกอย่าง การสปรินท์หรือการกระโดดเริ่มเต็มไปด้วยความกลัว จนสโมสรต้องหาจิตแพทย์ มาให้ผมเพื่อช่วยฟื้นฟูความมั่นใจ” รอสซี่ เล่า

 

Rossi

ชีวิตหลังอาการบาดเจ็บใหญ่คราวนั้นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของเขาอย่างแท้จริง ฟิออเรนติน่า ปล่อยตัวเขาให้ไปเล่นกับ เลบันเต้ และ เซลต้า บีโก้ จนหมดสัญญา ซึ่งระหว่างเล่นในลา ลีกา เขาก็ยังไม่วายบาดเจ็บที่แผลเดิมอีกรอบและพักรักษาตัว อีกยาวถึง 6 เดือน  
พอหมดสัญญา กับ ฟิออเรนติน่า เขาพยายามเรียกความฟิตและหาสโมสรลงเล่นเพื่อ พิสูจน์ ตัวเองต่ออย่างไม่ลดละ จนกระทั่งได้สัญญาระยะสั้นจาก เจนัว แต่ก็มาตรวจพบสารเสพติดจากยาที่ใช้รักษาตัวจนโดนโทษแบนห้ามลงสนามเข้าไปอีก สุดท้าย เขาอยู่กับทีมได้ไม่ครบเทอมก็ต้องกลายเป็นนักเตะไร้สังกัด ทิ้งผลงานไว้ที่ 10 นัด 1 ประตู ก่อนจะหอบข้าวของบินไปอยู่ที่อเมริกาเพื่อเยียวยาจิตใจ
รอสซี่ ว่างงานนานอยู่เกือบ 2 ปีเลยนะครับ ช่วงที่เขาหาทีมเล่นนั้น เขาพยายาม รักษาความฟิตด้วยการขอไปซ้อมกับทีมเก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยู ไนเต็ด ในปี 2019 และไปขอซ้อมกับทีมในอเมริกาอยู่หลายครั้ง จนแล้วจนรอดความพยายามในการหาทีมเล่นก็มาสัมฤทธิ์ผล เอาในปี 2020 โดยเป็นสโมสร ซอล์ทเลค ในเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ ที่มอบสัญญา ระยะสั้นให้แก่เขา แต่เมื่อหมดสัญญาเขาก็ยังถูกมองว่าไม่ร่างกายไม่ดีพอสำหรับการเล่นฟุตบอลระดับสูงอีกต่อไป จนทำให้ รอสซี่ ยังคงเป็นแข้งไร้สังกัดมาจนถึงปัจจุบัน
ในนามทีมชาติ ช่วงที่ร่างกายเขายังแข็งแรงนั้น รอสซี่ ถูกเรียกติดทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ไปถึง 30 นัดยิงได้ 7 ประตู ขณะที่ในชุดเยาวชนเขาก็มีสถิติที่ค่อนข้างดีมาทุกชุด โดยเฉพาะช่วงที่ติดทีมลุยโอลิมปิคนั้น เขาเคยได้ดาวซัลโวจากการแข่งขันฟุตบอลชายโอลิมปิคปี 2008 ด้วยนะครับ คราวนั้น รอสซี่ ยิงได้ 4 ประตูจาก 4 นัด ยิงได้มากกว่า กุน อเกวโร่ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ได้เหรียญทองปีนั้นด้วยซ้ำ
ชีวิตนักฟุตบอลของ จูเซ็ปเป้ รอสซี่ นั้นไม่สามารถเอาชนะอาการบาดเจ็บได้เลย ทุกครั้งที่เริ่มจะดีก็ต้องมีเหตุให้เจ็บซ้ำ แถมเจ็บทีนึงก็พัก 6-12 เดือน
น่าเสียดายฝีเท้าและพรสวรรค์ของเขาอยู่เหมือนกันนะครับ หากไม่ได้รับบาดเจ็บหนักบ่อย ๆ หรือร่างกายแข็งแรงมากกว่านี้ บางทีเขาอาจโด่งดังหรือประสบความสำ เร็จมากกว่านี้ก็ได้
ที่เขียนถึง จูเซ็ปเป้ รอสซี่ ก็เพราะว่าวันนี้เมื่อปี 2013 คือวันที่เขาสามารถทำแฮตทริคใส่ ยูเวนตุส และพา ฟิออเรนติน่า เอาชนะไปได้อย่างสุดมันส์ 4-2 
นั่นคือครั้งสุดท้ายจริง ๆ ที่เราได้เห็นความเก่งกาจของ รอสซี่ บนเวทียุโรป ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะลักพาตัวเขาให้หายไปจากแผนที่ลูกหนัง จนไม่สามารถกลับไปเล่นในระดับสูงแบบนั้นได้อีกเลย