ambbet641.com

Greece

Greece

Greece บรรดาทีมเล็กๆ ในเมื่อคุณรู้ตัวว่า มีระดับฝีเท้าสู้นักเตะของทีมใหญ่ไม่ได้ หนทางเดียวที่คุณคิดจะประสบความสำเร็จ คือจำเป็นต้องมีแท็กติกที่ถูกต้อง

และแท็กติกที่ถูกต้อง จะมาจากไหน? ก็แน่นอนว่า ต้องได้มาจากโค้ชที่เข้าใจในศักยภาพของทีมอย่างถ่องแท้

นี่คือเรื่องราวของกรีซ กับแชมป์ยูโร 2004 ที่ในทัวร์นาเมนต์ระดับทีมชาติ ไม่มีแชมป์ปีไหน จะเซอร์ไพรส์ได้มากเท่านี้อีกแล้ว

ถ้าพูดถึงแชมป์ยูโรแบบเทพนิยาย เราจะนึกถึง แชมป์ยูโร 1992 ของเดนมาร์ก กับ แชมป์ยูโร 2004 ของกรีซ แต่ถ้าถามว่าอะไรที่ “เซอร์ไพรส์” มากกว่า
คำตอบคือแชมป์ของกรีซ ทำให้เราประหลาดใจได้มากกว่า

กล่าวคือเดนมาร์ก อาจได้ส้มหล่นมาเล่นแทนยูโกสลาเวียก็จริง แต่ถ้าดูไลน์อัพแล้ว ก็ไม่ได้มีทีมที่แย่มาก พวกเขามีทั้ง ปีเตอร์ ชไมเคิล นายทวารแมนฯ ยูไนเต็ด 
และไบรอัน เลาดรู๊ป ซูเปอร์สตาร์จากบาเยิร์น มิวนิค ถือว่าองค์ประกอบโดยรวมดูดีอยู่ ตรงข้ามกับกรีซ ในปี 2004
ที่มีแต่นักเตะเกรด C อย่างเก่งก็เกรด B ทั้งทีมไม่มีสตาร์แม้แต่คนเดียว

คนที่ดังหน่อย ก็มีไตรยานอส เดลลาส ของโรม่า, อังเจลอส ชาริสเตอัส ของแวร์เดอร์ เบรเมน
และ สเตลิออส ยานนาโคปูลอส ของโบลตัน แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรถึงขนาดต้องจับตามอง

ก่อนยูโร 2004 จะเริ่ม สำนักพนันถูกกฎหมาย ยกให้พวกเขาเป็น “เต็ง 15” ที่จะได้แชมป์ ดีกว่า ลัตเวีย ชาติเดียวเท่านั้น  ราคาตอนนั้นคือ แทง 1 ได้ 150 เท่า

ถ้าคุณแทง กรีซ 6,666 บาท ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม คุณจะได้เงิน 1 ล้านบาท ลองคิดดูว่าในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ เขามองกรีซอยู่ตรงจุดไหน

คำถามคือ ทั้งๆที่อยู่เต็ง 15  ทั้งๆที่ไม่มีสตาร์ แต่พวกเขาฝ่าฟันทีมแกร่งทั้งหลายมาได้อย่างไรจนไปถึงแชมป์?

อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล Greece​

หลังจากตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002 วาสซิลิส ดานิอิล โค้ชทีมชาติกรีซ ลาออกจากตำแหน่ง ณ เวลานั้น มีโค้ชหลายคนมาสมัครงาน เช่น เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์
วันเดอร์เลย์ ลุคชอมบูร์โก้ และ มาร์โก ทาร์เดลลี่ แต่สมาคมฟุตบอลกรีซ ตัดสินใจเลือก อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล กุนซือชาวเยอรมัน มาทำหน้าที่

เรห์ฮาเก้ล ถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาว่าเป็น “เผด็จการ” นั่นเพราะไม่ว่าจะไปคุมสโมสรไหน เขาต้องการอำนาจสิทธิ์ขาด ทีมต้องเล่นอย่างที่เขาต้องการเท่านั้น
ซึ่งวิธีการนี้มันก็เหมาะดี เวลาเขาคุมทีมเล็กๆ หรือกลางๆ ที่นักเตะพร้อมก้มหน้าก้มตาเล่นอย่างเดียว

ตอนเขาคุมฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ได้แชมป์เดเอฟเบ โพคาล สมัย จากนั้นตอนคุมเบรเมน พาทีมได้แชมป์บุนเดสลีกา สมัย

เมื่อผลงานดี ในซีซั่น 199596 เรห์ฮาเก้ล ได้โอกาสย้ายไปคุมบาเยิร์น มิวนิค ทีมใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่ก็มีผลงานน่าผิดหวัง
จบแค่รองแชมป์เท่านั้น ก่อนโดนไล่ออกในเวลาแค่ 
ฤดูกาล

การต้องบริหาร นักเตะที่มีอีโก้จัด อย่างเจอร์เก้น คลินส์มันน์โลธาร์ มัทเทอุส และ โอลิเวอร์ คาห์น พร้อมๆกัน ไม่ใช่อะไรที่เขาถนัดจริงๆ

หนึ่งในช็อตคลาสสิค คือ เมห์เม็ต โชล สตาร์ของบาเยิร์น เคยออกมากร้าวผ่านสื่อเลยว่า “สโมสรเลือกเอาละกัน
ว่าจะเอาเรห์ฮาเก้ลหรือผม!” ซึ่งสุดท้ายคนที่สโมสรเลือก ก็ไม่ใช่เรห์ฮาเก้ล

พอโดนไล่ออก เรห์ฮาเก้ล ได้งานใหม่ คือคุมไกเซอร์สเลาเทิร์น ทีมจากลีกา ในฤดูกาล 199697 คราวนี้ เมื่อได้คุมกลุ่มนักเตะที่อีโก้ต่ำ
เขาจึงกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ไกเซอร์ได้แชมป์ลีกาสอง และปีต่อมา 
199798 เมื่อเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา ก็คว้าแชมป์ลีกสูงสุดต่อเนื่องทันที

ดังนั้นเมื่อเห็นกรีซงานว่าง ในมุมของเรห์ฮาเก้ล ก็ถือว่าเข้าทางเหมือนกัน เพราะเขาไม่ต้องคุมนักเตะอีโก้แรงๆ
ตอนตอบตกลงมาคุมกรีซ มันจึงเป็นเงื่อนไขที่สมาคมทราบดีอยู่แล้ว ว่าต้องให้อิสระเรห์ฮาเก้ล
ทำงานในแบบที่เขาอยากทำ วางแท็กติกอย่างที่เขาอยากวางโดยไม่แทรกแซง

เรห์ฮาเก้ล มาคุมทีมชาติกรีซ ในเดือนสิงหาคม 2001 และเขาต้องพาทีมลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกอีก นัดที่เหลือ คือเกมเจอฟินแลนด์ และอังกฤษ
ปรากฏว่า เกมเจอฟินแลนด์ กรีซโดนยิงถล่มเละเทะ 5ทีมไม่มีทรงอย่างสิ้นเชิง เกมรุกก็ไม่ได้ เกมรับก็ไม่เอา
ถึงตรงนี้เรห์ฮาเก้ลจึงได้เข้าใจว่า ศักยภาพฝีเท้าของผู้เล่นกรีซ มันยังไม่ดีพอจริงๆ ถ้าเทียบกับชาติอื่นๆ

สิ่งแรกที่เรห์ฮาเก้ลต้องทำคือ ในเมื่อฝีเท้าสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องเอาชนะด้วยแท็กติกที่ถูกต้องและละเอียด ดังนั้นเพื่อการถ่ายทอดแท็กติกจากเขาแบบตรงเป๊ะ 100%
เรห์ฮาเก้ล จึงไปจ้าง ยอนนิส โทปาลิดิส อดีตนักเตะชาวกรีซ ที่ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ให้มารับงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติกรีซ

โทปาลิดิสพูดได้คล่องแคล่วทั้งกรีกและเยอรมัน แถมเป็นโค้ชฟุตบอลอีกต่างหาก สามารถสื่อสารด้วยภาษาฟุตบอลได้เข้าใจ
วิธีนี้จะลดความสับสนในการอธิบายแท็กติกของเขา กับลูกทีมได้เป็นอย่างดี

สิ่งสำคัญต่อมาที่เขาต้องแก้ไข คือแรงจูงใจของนักเตะ กล่าวคือ กรีซเป็นทีมสมันน้อยในยุโรป ตั้งแต่มีการจัดแข่งขันฟุตบอลโลก พวกเขาได้เข้ารอบสุดท้ายแค่ครั้งเดียว คือในปี 1994 แต่ก็แพ้รวด เกม

ขณะที่ในยูโร ตั้งแต่ก่อตั้งรายการ กรีซได้เข้ารอบสุดท้ายแค่ครั้งเดียว ในปี 1980 แต่ก็ไม่ชนะใครเลยเหมือนกัน ส่วนในปีอื่นๆ ก็ตกรอบคัดเลือกตลอด

เมื่อเป็นแบบนี้ นักเตะเวลาติดทีมชาติ ก็เล่นแบบขอไปที ให้ครบๆตามโปรแกรมไป โดยแต่ละคนก็จะไปโฟกัสกับสโมสรของตัวเองมากกว่า

สิ่งที่เรห์ฮาเก้ลเข้ามาเปลี่ยนแปลงคือ การเปลี่ยนทัศนคติใหม่หมด ทาคิส ฟีซาส แบ็กซ้ายทีมชาติกล่าวว่า “เรห์ฮาเก้ลสอนเราว่า ทีมชาติต้องมาก่อนเสมอ”
ความหมายของเรห์ฮาเก้ลคือ ต่อให้คุณจะมาจากโอลิมเปียกอส
พานาธิไนกอส หรือ เออีเค เอเธนส์ก็ไม่สำคัญ เมื่อมารวมตัวกันแล้ว
คุณต้องเป็นกลุ่มก้อนกัน และฟังเขาคนเดียวเท่านั้น ที่สำคัญคือต้องภูมิใจก่อน ที่ได้เล่นให้ทีมชาติ

อย่าคิดว่าทีมชาติเป็นแค่จ๊อบเสริมที่ต้องทำให้เสร็จๆไป ถ้าหากไม่ใส่ความตั้งใจ และความทุ่มเทไป มันก็ยากที่จะชนะคู่แข่งได้ 
เมื่อนักเตะมาเข้าแคมป์ทีมชาติ ก็จะมีแค่นักเตะกับโค้ชแค่นั้น คนอื่นๆ เช่นเอเยนต์นักเตะ
หรือคนของสมาคม ก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาวุ่นวาย มันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เขาจะมีอำนาจสูงสุด

เมื่อแก้ไขเรื่องการสื่อสาร และแรงจูงใจของนักเตะได้แล้ว ทีนี้เขาก็มาปรับเรื่องแท็กติก
ยุคก่อน กรีซจะเล่นบอลแบบลุยไปเรื่อยเปื่อย พุ่งเข้าชนเต็มที่ ผลลัพธ์คือเกมรับจึงมีช่องว่างเยอะมาก และโดนคู่แข่งยิงกระจาย

ในฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก กรีซอยู่กลุ่ม 9  โดยในกลุ่มมีทั้งหมด ทีม ผลลัพธ์คือพวกเขาจบอันดับ 
เป็นรองบ๊วยของกลุ่ม ยิงประตูได้ ลูก เสียไป 17 ลูก เกมรับเละเทะมาก

เรห์ฮาเก้ล จึงมาด้วยแนวคิดใหม่ คือไม่ต้องสนใจ ว่าใครครหาอย่างไร เขาสั่งให้ทีมเล่นเกมรับไปเลยอย่างสมบูรณ์ ยิงได้น้อยก็ไม่เป็นไร
ขั้นแรกคือต้องไม่แพ้ไว้ก่อน จะโดนเย้ยหยันว่าเล่นไม่น่าดูก็ช่างปะไร จะให้เล่นน่าดูแต่โดนยิงพรุนแพ้เละอย่างนั้นหรือ เขาไม่เอาดีกว่า

ในยุคนั้นเป็นเทรนด์ของฟูลแบ็กจอมลุย โลกได้รู้จัก คาฟูโรแบร์โต้ คาร์ลอส และ แอชลีย์ โคล แต่เรห์ฮาเก้ลใช้กลยุทธ์ตรงข้ามกับเทรนด์
นั่นคือฟูลแบ็กสองข้าง “ไม่ต้องเติมใดๆ ทั้งสิ้น” ปักหลักอยู่ในแดนตัวเองนั่นแหละ อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ

หรือแนวรุกทั้งหลาย อย่างจอร์กอส คารากูนิส และ อังเจลอส ชาริสเตอัส ก็ต้องถอยมาต่ำมาก เพื่อช่วยฟูลแบ็กด้วย กองหน้าห้อยไว้ทั้งเกมคนเดียวก็พอ
แน่นอน เมื่อคุณใช้ผู้เล่นเกมรับเยอะขนาดนี้ กรีซก็ยิงประตูได้น้อยมาก แต่สิ่งที่แลกมาคือเกมรับที่แข็งแกร่งจริงๆ

ในรอบคัดเลือกยูโร 2004 บรรดา 50 ชาติ ที่ลงเล่นรอบคัดเลือก กรีซ มีเกมรับดีที่สุดอันดับ ของทั้งทวีป เสียไปแค่ ประตูเท่านั้น
จากในบอลโลก 2002 เคยเสีย 17 ประตู พริบตาเดียวในทัวร์นาเมนต์ถัดไป ลดจำนวนการเสียประตูเหลือแค่ ลูก มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก

สุดท้ายกรีซผ่านเข้าสู่ยูโร 2004 รอบสุดท้ายได้สำเร็จ แม้พวกเขาจะยิงประตูได้น้อยที่สุดในบรรดาทุกทีมที่เข้ารอบ (ลูก จาก นัด)
แต่เรห์ฮาเก้ลก็ไม่สน ภารกิจของเขาคือพาทีมเข้ารอบ ไม่จำเป็นต้องมาแคร์สายตาใครๆ ว่าจะเล่นฟุตบอลอย่างไร

euro 2004

[ กลยุทธ์รอบแบ่งกลุ่ม ]

การแข่งขันยูโร 2004 เริ่มขึ้น Greece อยู่ในโถ โดนจับสลากมาอยู่ในกลุ่ม ร่วมกับเจ้าภาพโปรตุเกส
สเปน และ รัสเซีย คือเห็นรายชื่อทีมแล้ว ใครๆ ก็ฟันธงว่ากรีซตกรอบแรกก่อนเพื่อนแน่ๆ

อัตราต่อรองของพวกเขาคือ 150ใครๆก็มองว่าแพ้รวด เกม กลับบ้านไวชัวร์ๆ

อย่างไรก็ตาม เรห์ฮาเก้ลมีแผนเตรียมไว้อยู่แล้ว โดยในยูโร 2004 เขาเลือกใช้วิธีการเล่นแบบ kontrollierte offensive (จำกัดการบุก)

ความหมายของ การจำกัดการบุก คือลดพลังเกมรุกของตัวเอง เพื่อลดพลังเกมรุกของคู่แข่งด้วย

กล่าวคือ ในแผงแบ็กโฟร์ของกรีซ ประกอบไปด้วย แบ็กขวาจอร์กอส ไซตาริดิส (185 ซม.)แบ็กซ้าย ทาคิส ฟีซาส (188 ซม.)เซ็นเตอร์แบ็ก ไตรยานอส ดัลลัส (196 ซม.) และ เซ็นเตอร์แบ็ก มิคาลิส คาปซิส (182 ซม.)  ใน 16 ทีมของยูโร 2004 กรีซคือทีมที่แผงแบ็กโฟร์มีค่าเฉลี่ยส่วนสูงมากที่สุด

ในยุคที่ฟูลแบ็กชาติอื่นๆ เน้นไวๆ คล่องๆ แต่กรีซ เลือกเอาแนวรับร่างยักษ์ปักหลั่นมาเล่นแทน ข้อดีคือเกมรับแน่นขึ้น แต่ข้อเสียคือ การโอเวอร์แล็ปใดๆ จะไม่มีเลย
จากนั้น จะสั่งให้ปีกสองข้าง แทนที่จะเล่นเกมรุก ก็จะสั่งให้ประกบติดปีกคู่แข่งแบบไปไหนไปด้วย ส่วนมิดฟิลด์ตัวกลาง คน
ถ้าทีมอื่นๆ ก็จะมีตัวรุกใส่มาสักคน แต่กรีซจะใช้ มิดฟิลด์ตัวรับ 
คนไปเลย (ซาโกราคิส และ บาซินาส)

วิธีการใช้ฟูลแบ็กตัวใหญ่ สั่งให้ปีกเล่นเกมรับ และใช้กองกลางตัวรับ คน ข้อดีคือคู่แข่งไม่รู้จะเจาะยังไง เกมรับจะแน่นมาก
แต่ข้อเสียคือเกมรุกของกรีซจะไม่มีประสิทธิภาพใดๆเลย เพราะทุกคนเล่นเกมรับหมด จะมีลุ้นแค่จังหวะโต้กลับเร็ว และลูกนิ่งแค่นั้น

อย่างไรก็ตาม นั่นแหละ คือสิ่งที่เรห์ฮาเก้ลตั้งใจอยู่แล้ว เขาพร้อมจะอุดทั้งเกม แล้วยิงแค่ ลูกก็พอ ให้ชนะ 1ทุกๆ นัด ก็เพียงพอแล้ว

เกมเปิดสนาม กรีซ เจอเจ้าภาพโปรตุเกส ใครๆก็คิดว่า กรีซโดนยำเละแน่ๆ แต่เมื่อโปรตุเกสของหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่
เจอการแพ็กเกมรับที่สมบูรณ์แบบ ทำเอาโปรตุเกสก็งงเหมือนกัน ปีกซ้าย-ขวา ซิเมา ซาโบรซ่า กับ หลุยส์ ฟิโก้ เล่นไม่ออกเลย

กรีซทำเกมโอเพ่นเพลย์ไม่ได้ก็จริง แต่ได้ส้มหล่นเมื่อเปาโล แฟร์ไรร่า จ่ายบอลพลาดในแดนตัวเอง จอร์กอส คารากูนิสตัดบอลได้
แล้วยิงเปรี้ยงเข้าไปเลย กรีซนำ 
1จากนั้นมาในครึ่งหลังตัวสำรอง คริสเตียโน่ โรนัลโด้
ไปทำเสียจุดโทษอีก จนโดนกรีซยิงอีกเม็ดเป็น 
2ท้ายเกมโรนัลโด้ยิงไล่คืนมาได้หนึ่งเม็ด จบเกมกรีซชนะแบบช็อกโลก 21

ผลการแข่งขันอาจดูเหมือนช็อก แต่ถ้าดูจากรายละเอียดเกม เป็นแนวทางที่เรห์ฮาเก้ล วางหมากไว้แล้ว
คือ “รอสวนกลับ” และ “หวังผลจากลูกนิ่ง” แค่นั้น ซึ่งก็โชคดี ที่ลูกทีมทำได้ตามแผนที่วางไว้เป๊ะๆเลย

แม้จะพลิกล็อกชนะโปรตุเกสมาได้ แต่กรีซโดนหาว่าฟลุ้กมากกว่า เกมที่ ในรอบแบ่งกลุ่ม กรีซเจอสเปน
แผนของเรห์ฮาเก้ลนัดนี้คือ ถ้าบอลเข้าใกล้เขตโทษเมื่อไหร่ หวดตูมออกหลังไปเลย เสียเตะมุมก็ไม่เป็นไร กองหลังสูงใหญ่อยู่แล้ว

นัดนี้สเปนได้เตะมุมมากถึง 15 ครั้ง แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลูกเตะมุมได้เลย เกมจบลงที่สกอร์ 1โดยสเปนได้ประตูนำไปก่อนจากเฟร์นันโด มอริเอนเตส
ในครึ่งแรก แต่กรีซก็เล่นอย่างอดทน ยื้อไว้เรื่อยๆ จนครึ่งหลังได้ประตูตีเสมอ จากลูกโต้กลับของชาริสเตอัส
จบเกมด้วยผลเสมอ โดยสถิติบอกว่า ทั้งเกม กรีซได้ยิงตรงกรอบแค่ 
ครั้งเท่านั้น

เกมที่ ของรอบแบ่งกลุ่ม กรีซ เจอกับรัสเซียที่แพ้รวด ตกรอบไปแล้ว ซึ่งรัสเซียก็เล่นอย่างระมัดระวัง เพราะอยากจะมี แต้มกลับบ้าน เมื่อเจอโจทย์นี้
แปลว่ากรีซ ต้องเป็นฝ่ายเล่นเกมรุกเอง ซึ่งมันไม่ได้ผล
  กรีซแพ้รัสเซีย 2คือถ้าเจอทีมใหญ่ที่เดินหน้าบุกใส่
แบบนี้กรีซชอบ แต่ถ้าต้องเป็นฝ่ายไปบุกเขาเอง แบบนี้กรีซเล่นไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตามโชคดีที่ผลอีกคู่ โปรตุเกสชนะสเปนได้ 1ทำให้ในกลุ่มนี้ โปรตุเกสเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม
ส่วนกรีซเข้ารอบเป็นอันดับ 
อย่างหืดจับ เขี่ยสเปนตกรอบด้วยผลต่างลูกได้เสียเท่านั้น

greece vs france euro 2004

[ ปรับแผนสู้ฝรั่งเศส และเช็ก ]

มาถึง รอบ ทีมสุดท้าย ใครๆก็คิดว่า กรีซไม่รอดแน่ เพราะต้องมาเจอกับฝรั่งเศส
ที่มีนักเตะเวิลด์คลาสทุกตำแหน่ง ซีเนอดีน ซีดาน
เธียร์รี่ อองรีดาวิด เทรเซเกต์ และ โรแบร์ ปิแรส

แถมฝรั่งเศสมีดีกรีแชมป์เก่าในยูโร พวกเขามาเพื่อป้องกันแชมป์ และในรอบแบ่งกลุ่ม ฝรั่งเศสก็คว้าแชมป์กลุ่ม แบบสวยๆ คือไม่เห็นเหลี่ยมที่กรีซจะรอดได้

คราวนี้ เรห์ฮาเก้ล ปรับแท็กติกใหม่ จากที่ใช้ 44มาตลอด เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อเจอฝรั่งเศส
พวกเขาใช้ระบบ 
432ห้อยชาริสเตอัส ไว้คนเดียว ที่เหลืออีก 10 คนเล่นเกมรับอย่างสมบูรณ์แบบ

ต่อให้อองรีจะเก่งแค่ไหน แต่เมื่อโดนกองหลังยืนออ กองกันในเขตโทษเต็มไปหมด เขาก็เจาะไม่ได้ ขณะที่ซีดาน
โดนตามติดไปไหนไปด้วย ทุกเพลย์ กรีซจะยอมเสียผู้เล่น 
คน เพื่อประกบซีดานไม่ให้ขยับได้เสมอ

สุดท้ายฝรั่งเศสบุกเพลินๆ เจอกรีซสวนมาโป้งเดียวดับ ซาโกราคิส ครอสบอลให้ชาริสเตอัส โหม่งเข้าไป กรีซรู้ดีว่าจุดแข็งของพวกเขาคืออะไร จบเกมกรีซชนะ 10
ตามปกติแล้ว โลกฟุตบอลมักชอบเชียร์มวยรองเสมอ แต่กับเคสของกรีซ น่าแปลกที่ เหล่านักวิเคราะห์หลายคน ไม่อยากให้ไปไกล เพราะมองว่า เป็นสไตล์การเล่นฟุตบอล
ที่ไม่สวย น่าเบื่อ ถ้าหากกรีซประสบความสำเร็จ ต่อไปเทรนด์ของฟุตบอล ก็จะแห่ไปเล่นเกมรับกันหมด ดังนั้น จึงมีคนไม่น้อยที่แช่งชักให้กรีซตกรอบไปเสียที

แต่แน่นอน มุมของเรห์ฮาเก้ล เขาไม่สน ก็ศักยภาพของทีมมีแค่นี้ คุณจะให้กรีซไปเปิดหน้าแลกกับซีดาน กับ อองรี หรือไงล่ะ
มันก็ต้องเจียมตัวเอง และโลกนี้ไม่มีรางวัลปลอบใจให้ผู้แพ้ที่เล่นดี มีแต่ผู้ชนะเท่านั้น ที่จะถูกจดจำไปตลอดกาล

เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ กรีซ เจอกับทีมที่เล่นได้ดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์ นั่นคือสาธารณรัฐเช็ก นี่คือการปะทะกันของทีมจอมอุด กับทีมที่ยิงประตูได้เยอะสุดในทัวร์นาเมนต์
เกมที่ผ่านมา เช็กยิงไป 10 ลูก ไม่มีเกมไหนที่เช็กยิงคู่แข่งไม่ได้ ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นเยอรมัน หรือ ฮอลแลนด์ โดนถลุงเละหมด

กรีซปรับแผนเล่น 53นอกจากนั้นเรห์ฮาเก้ล ยังออกคำสั่งให้นักเตะ เล่นติดดาบเต็มที่ ถ้าพาเวล เน็ดเว็ด และ โทมัส โรซิคกี้ได้บอลเมื่อไหร่ ก็ตัดบอลเลย
คำสั่งของเรห์ฮาเก้ล เป็นอำนาจเด็ดขาด อย่างจอร์กอส คารากูนิส ถ้าโดนใบเหลืองเกมนี้ เขาจะโดนแบนในนัดชิง ถ้าเป็นผู้เล่นบางคน อาจจะลังเลใจที่จะเข้าบอลหนัก
แต่คารากูนิส ไม่ลังเล เพราะทีมต้องมาก่อน ผลลัพธ์คือเขาโดนใบเหลืองจริงๆ และโดนแบน ในเกมนัดชิงถ้ากรีซเอาชนะเช็กได้

การเข้าบอลหนักทุกจังหวะ ส่งผลให้เน็ดเว็ด คีย์แมนของโดนเตะติดดาบตลอด และนาทีที่ 40 เขาก็เล่นต่อไม่ไหว โดนเปลี่ยนตัวออก
การเสียเน็ดเว็ด เป็นไปตามแผนของกรีซ นั่นคือหยุดยั้งพลังเกมรุกของเช็ก และจากนั้นพวกเขาก็เล่นเกมรับอย่างอดทนไปเรื่อยๆ รอโอกาสจากลูกนิ่งอย่างเดียว
และในที่สุดนาที 105+จากจังหวะเตะมุม เซ็นเตอร์แบ็ก ไตรยานอส เดลลัส ก็เติมขึ้นมาโหม่งเสียบเสาแรกเข้าไป
และด้วยกฎซิลเวอร์โกล ทำให้ไม่มีเวลาที่เช็กจะแก้ตัวอีกแล้ว จบเกมกรีซชนะ 
10

ท่ามกลางกองแช่งมากมาย แต่คาเรล บรู๊คเนอร์ โค้ชทีมชาติเช็กกลับชื่นชมเรห์ฮาเก้ล
ว่า “ยินดีกับกรีซด้วย พวกเขาวางแท็กติกได้อย่างชาญฉลาด ผมหวังว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในเกมนัดชิง”

กล่าวคือ เรห์ฮาเก้ลรู้ตัวเองดี ว่าศักยภาพของทีมมีแค่ไหน เขาไม่อาย ถ้าจะต้องมาเล่นเกมรับทุกนัด แม้จะอยู่ในรอบลึกๆ ก็ตาม ขณะที่นักเตะ
ก็ไม่มีใครต่อต้านแนวทางของโค้ช เพราะพวกเขาก็รู้ตัวเองดีเช่นกัน ว่าถ้าไม่ใช้วิธีนี้ ไปเจอกับซีดาน อองรี เน็ดเว็ด โรซิคกี้ ก็คงไม่รอดอยู่แล้ว

portugal euro 2004

[ แท็กติกนำแชมป์กลับประเทศ ]

การเจอกันนัดชิงของกรีซ กับ โปรตุเกส เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยูโรหรือฟุตบอลโลก ที่คู่เปิดสนาม กับคู่ชิง เป็นคู่เดียวกัน
โปรตุเกสนั้นโดนกรีซเอาชนะมาได้ในเกมแรก พวกเขามีบัญชีแค้นที่พร้อมจะสะสางทีเดียวในนัดชิงไปเลย

นักเตะกรีซเองก็มั่นใจมาก รถบัสของผู้เล่นที่เดินทางมาสู่สนามดาลุซ มีสโลแกนเขียนไว้ข้างๆรถว่า “เทพเจ้าโบราณของกรีกมี 12 องค์
แต่เทพเจ้าในยุคใหม่มี 
11 คน” ซึ่งแน่นอน ว่าโดนฝั่งโปรตุเกสล้อเลียน ว่ามั่นใจเกินเหตุ แต่ทีมไหนก็ตามที่เข้าชิงบอลยูโรได้ ก็มีสิทธิ์จะมั่นใจในตัวเองนะ

ก่อนเกม นักข่าวจากเดลี่ เทเลกราฟ รายงานว่า “โปรตุเกสชนะเถอะเพื่อยืนยันว่าความสวยงามควรเป็นผู้ชนะในเกมฟุตบอล” คือน้อยคนมาก ที่จะเชียร์ให้กรีซเป็นแชมป์

การแข่งขันเริ่มขึ้น โปรตุเกสจัดเต็ม ส่งฟิโก้เดโก้ และ โรนัลโด้ ลงหวังถล่มประตูให้ได้ ขณะที่กรีซ
มาด้วยกลยุทธ์เดิมคือ เล่นเกมรับเข้าไว้ ได้บอลก็สาดทิ้งไม่ต้องคิดเยอะ โปรตุเกสบุกเข้ามาแต่ละที เหมือนเตะใส่กำแพง พวกเขาเจาะไม่เข้าเลย

ในครึ่งแรก โปรตุเกสยิงไม่เข้ากรอบแม้แต่หนเดียว กรีซได้บอลสาดทิ้ง ได้บอลสาดทิ้ง ทุกคนถอยมาเล่นเกมรับกันหมด นี่เป็นเกมที่โปรตุเกสอึดอัดอย่างที่สุด
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ตอนนั้นเล่นปีกไม่มีพื้นที่ให้วิ่ง ส่วนกองหน้าเปโดร เปาเลต้า โดนกองหลังตัวใหญ่ๆของกรีซ อัดกระเด็นหมด

เข้าครึ่งหลัง สิ่งที่กรีซรอคอยก็มาถึง นั่นคือลูกเตะมุม และก็เหมือนกับสองเกมก่อนหน้านี้ กรีซบอมบ์เข้ามาในเขตโทษ ก่อนจะเป็นชาริสเตอัส
โหม่งเน้นๆ เข้าประตูไปเลย คือโปรตุเกสก็ควรจะรู้อยู่แล้วว่า ทีเด็ดของกรีซคืออะไร แต่กลับไม่เตรียมการดีพอ

พอนำ 1กรีซถอยไปเล่นเกมรับเต็มรูปแบบ ซึ่งโปรตุเกสก็จนปัญญา ได้แต่ยิงไกลอย่างไร้จุดหมาย
สุดท้ายเกมก็เลยจบลงด้วยชัยชนะของกรีซ 
1หักปากกาเซียนทั้งโลก คว้าแชมป์ยูโรได้ในฐานะเต็ง 15 อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย

เราคงจำภาพโรนัลโด้ร้องไห้ในสนามกันได้เป็นอย่างดี คือใครมันจะไปคิดล่ะ ว่าเจ้าภาพที่ได้เปรียบทุกอย่าง ต้องมาแพ้กรีซแบบนี้
เมื่อได้แชมป์ เครดิตทั้งมวลตกไปอยู่ที่เฮดโค้ช เพราะแม้บรรดาสื่อมวลชนจะไม่ชอบฟุตบอลเกมรับแบบนี้ แต่ก็ต้องยกย่องจริง ๆ
ว่า การพากรีซเป็นแชมป์ได้ มันคือสุดยอดกลยุทธ์แห่งทศวรรษ

ตลอดทัวร์นาเมนต์ยูโร เรห์ฮาเก้ล เปลี่ยนแท็กติกตลอดเวลา ตามแต่คู่แข่งที่เจอ เขาไม่อายที่จะโดนคนอื่นดูถูกว่าเล่นเกมรับอย่างเดียว

ถ้าเราสังเกตเส้นทางของกรีซ การโค่นแชมป์เก่า (ฝรั่งเศส)ทีมที่ดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์ (เช็ก) และ เจ้าภาพ (โปรตุเกส) ได้ติดต่อกัน
ด้วยสกอร์ 
1เหมือนกันทุกแมตช์ และวิธีการยิงแบบเดียวกันเป๊ะ คือครอสบอลจากทางขวาแล้วโหม่งเข้าไป ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
มันเป็นการวางแท็กติกที่แยบยล และรู้ว่าควรจะเล่นแบบไหน กับคู่แข่งที่เหนือกว่ามาก
อดทน ยอมเป็นรอง และรอโอกาส ยิ่งคนอื่นประมาทเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น
และเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดในชัยชนะของกรีซคือ คุณต้องรู้ศักยภาพของตัวเองก่อน คนเป็นโค้ชต้องรู้ว่าในทีมมีจุดเด่น
จุดด้อยอย่างไร และหาทางเพิ่มจุดเด่นให้เด่นขึ้น และลดจุดด้อยให้น้อยลง

หลังคว้าแชมป์ เรห์ฮาเก้ล ยังกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า “นี่คือเรื่องราวที่ 30 ปีจะมีสักครั้ง มันคือปาฏิหาริย์”
ถามว่าการได้แชมป์ของกรีซเป็นปาฏิหาริย์ไหม ถ้ามองเผินๆก็อาจใช่ แต่มองลึกลงไปกว่านั้น โลกนี้ ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ เกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีการวางแผนที่ถูกต้อง
ไม่ว่าทีมใหญ่หรือทีมเล็ก คุณจะเป็นฝ่ายชนะได้ ถ้ามีโค้ชที่ฉลาดพอ และเข้าใจศักยภาพของนักเตะในทีมตัวเอง
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณค้นพบ “โค้ชที่ใช่” เมื่อนั้นโอกาสสร้างความมหัศจรรย์บนพื้นหญ้า ก็อาจเกิดขึ้นได้ แบบเดียวกับเทพนิยายกรีซ