ambbet641.com

Italy​

Italy

พฤษภาคม2006ลีก Italy เกิดเรื่องวุ่นวายชนิดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการฟุตบอลยุโรป กับคดีดังที่ชื่อว่ากัลโช่โปลี
ยูเวนตุส ถูกปรับตกชั้น, มิลาน ถูกตัดแต้มและยังมีการสืบสาวไปถึงอีกหลายต่อหลายทีม จนฟุตบอลลีกที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของยุโรปเข้าสู่ภาวะวิกฤติเต็มขั้น ศรัทธาแฟนบอลหดหาย รายได้จากสปอนเซอร์น้อยลง มันลามไปถึงการที่นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายเมินลีกนี้แล้วไปกอบโกยสร้างชื่อกันที่อังกฤษกับสเปนแทนด้วยซ้ำ
แต่ใครจะเชื่อล่ะครับ… อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ไม่มีเบื่อได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ
ว่าทั้งที่คดีอื้อฉาวกำลังซัดกันอย่างหนักหน่วงนั้น ทีมชาติของพวกเขากลับกรุยทางในฟุตบอลโลกจนไปถึงแชมป์ได้สำเร็จในบั้นปลาย
“นักเตะชุดนี้อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเป็นแชมป์โลก หลายคนผ่านศึกใหญ่มาตลอด บางคนเพิ่งเคยลุย แต่มันกลับเป็นการผสมผสานที่ลงตัวในที่สุด” จานลุยจิ บุฟฟ่อน หย่อนความเห็นถึงแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา
“แต่เอาจริง ๆ นะ ผมว่ามันเหมือนมีแรงกระตุ้นจากนักเตะทุกคนในทีมชุดนี้เข้าไปด้วย
แรงบวกบางอย่างที่อยากช่วยให้คนอิตาเลียนลืมฝันร้ายจากคดีนั้นลง แม้จะช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม”
ขณะที่ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ก็เคยยอมรับว่่ามีความอึดอัดในห้องแต่งตัวช่วงที่เตรียมทีมจะแข่งหลังเหตุอื้อฉาว จนเขาต้องลุกขึ้นยืนพูดกับทุกคนกลางห้องมาแล้ว
“เรื่องที่เกิดขึ้นมันมาจากฝ่ายบริหาร ถ้าพวกนายเคลือบแคลงในความสามารถของนักเตะ
ยูเวนตุส พวกนายไปย้อนดูได้เลยว่าตอน ยูโร 2000 ที่เราเข้าชิงกับฝรั่งเศส นักเตะส่วนใหญ่ก็มาจาก ยูเวนตุส ทั้งนั้น”
“แล้วทำไมครั้งนี้อิตาลีซึ่งมีพวกนาย มีนักเตะเก่ง ๆ จากหลาย ๆ ทีมแบบนี้ จะทำแบบนั้นไม่ได้อีก? พวกเราต้องกลับบ้านด้วยอะไรบางอย่าง อะไรที่ทำให้คนทั้งโลกเห็นว่านักฟุตบอลอิตาลีมีดี”

italy มาร์เชลโล่ ลิปปี้

ขณะที่ในห้องแต่งตัวบนเกมรอบชิงชนะเลิศ มาร์เชลโล่ ลิปปี้ กางแผนการเล่นพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ มากมาย เขาบอกกับลูกทีมว่าต้องเล่นแบบไหน คู่แข่งคนนั้นชอบเลี้ยงบอลไปทางไหน และจะใช้แท็กติกอะไรในการเล่นงานฝรั่งเศส
แต่จู่ ๆ เขาก็หยุดนิ่ง แล้วพูดออกมาว่า “เรื่องพวกนี้แม่งเหลวไหลทั้งสิ้น ลืมมันไปซะแล้วมาลงสนามเพื่อคว้าแชมป์กันเถอะ เราจะกลับบ้านพร้อมถ้วยแชมป์โลกโว้ย ไอ้หนู!” จากนั้นเขาก็ฉีกกระดาษที่เต็มไปด้วยแผนการเล่นอย่างบ้าคลั่ง เหล่านักเตะในทีมก็โห่ร้องด้วยเสียงที่ดังมาก
“เขาสร้างพลังงานที่เหลือเชื่อให้แก่พวกเรา” เมาโร คาโมราเนซี่ ยังอดขนลุกกับจิตวิทยาและการกระตุ้นทีมครั้งนี้ไม่ลืม แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นนักเตะเลือดผสมก็ตาม มันคงเหมือนกับคนที่บ้านกำลังไฟไหม้…
วินาทีนั้นนอกจากจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดแล้ว การกระตือรือร้นช่วยชีวิตคนที่เรารักให้รอดออกมาพร้อมกับเราคือสิ่งที่จิตใต้สำนึกสั่งให้ทำโดยไม่ต้องคิด บางคนพลังเหลือถึงขนาดอุ้มลูก 2คนกระเตงออกมาจากกองไฟได้โดยไม่ต้องรอนักดับเพลิงด้วยซ้ำ
Italy ชุดนั้นก็ไม่ต่างกัน
หลายคนอายุเข้าเกณฑ์จะปลดระวางอยู่แล้ว แต่ด้วยอะไรบางอย่างมันช่วยส่งให้พวกเขาปล่อยพลังแฝงออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าจะถามว่าในฟุตบอลโลกครั้งนั้นใครคือนักเตะที่สำคัญที่สุดในทีม เชื่อว่าคำตอบคงกระจัดกระจายออกไปอย่างแน่นอน
บ้างก็ชี้ไปที่ กรอสโซ่บ้างบอก บุฟฟ่อนบ้างยกให้ มาเตรัซซี่ หรือนักข่าวอาจยกให้ คันนาวาโร่ กัปตันทีม
นั่นเป็นเพราะว่า ไม่มีใครเลยที่เด่นกว่าคนอื่นชนิดแบกทีมไว้ด้วยตัวคนเดียว
ทุกคนในทีมล้วนแล้วแต่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยกันทุกเม็ด ใส่มันทุกดอก กระทั่งคนที่ได้บัลลง ดอร์อย่าง คันนาวาโร่ เองก็เถอะ แม้จะเป็นหัวใจหลักของทีมแต่ก็ยังไม่ใช่พระเอกของอิตาลีเสียทีเดียว พระเอกตัวจริงของพวกเขา…
บางทีอาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีชื่อเรียกว่า “พลังแฝง” ก็เป็นได้