ambbet641.com

Joachim Low

Joachim Low

ก่อนฟุตบอลโลก 2014 จะเริ่มขึ้น Joachim Low ทำใจไว้แล้วว่า ถ้ายังไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้อีก เขาจะโดนไล่ออกแน่นอน

ที่ผ่านมา สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันให้โอกาสเขามาถึง 3 ทัวร์นาเมนต์แล้ว คือยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 และ ยูโร 2012 แต่ก็ยังไม่สามารถไปถึงแชมป์ได้ แม้จะทรงดีก็เถอะ แต่แค่ทรงดี ไม่มีโทรฟี่ มันไม่เพียงพอ

ในยูโร 2012 พวกเขาโดนนักเตะอย่างมาริโอ บาโลเตลลี่ยิง 2 ลูก จนแพ้ตกรอบไปเลย ทั้งๆที่เป็นตัวเต็ง เรื่องนี้สร้างความฉุนเฉียวให้แฟนบอลอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจบยูโร 2012 เยอรมันลงแข่งฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก เจอกับสวีเดน ที่เบอร์ลิน เกมนี้เยอรมันนำก่อน 4ควรชนะได้ง่ายๆ แต่กลับมาโดนยิง 4 ลูกรวด จนเสมอไป 4แบบช็อกกันไปเลย

กระแสการต่อต้าน Joachim Low หนักหนาสาหัสมากขึ้น ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร จะทำอะไร จะจัดตัวแบบไหน แฟนบอลเยอรมัน ตั้งคำถามในใจตลอด

จากนั้นในช่วงเก็บตัวก่อนฟุตบอลโลก 2014 จะเริ่มขึ้น เลิฟยังทำพลาดอีก ด้วยการปล่อยนักเตะสองคน ออกจากแคมป์ที่เมืองเซาธ์ ไทโรล ได้แก่ เบเนดิกต์ โฮวีเดส และ ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ ไปกิจกรรมพีอาร์นอกแคมป์ กับรถยนต์เมอร์ซีเดส เบนซ์

ปรากฏว่าคนขับรถของโฮวีเดส กับดรักซ์เลอร์ ไปขับชนคนข้ามถนน ซึ่งเรื่องนี้สื่อก็ออกมาด่าเลิฟกันอย่างหนัก ว่าอนุญาตให้ผู้เล่นมาทำกิจกรรมโฆษณาได้อย่างไร ในช่วงเก็บตัวทีมชาติแบบนั้น

เลิฟนั้นไม่ได้รับความอ่อนโยนจากแฟนบอลมากนัก เพราะเขาไม่มีพื้นฐานเป็นนักเตะทีมชาติมาก่อน ถ้าย้อนไปในปี 1988 ตอนฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ทำเยอรมันแพ้ฮอลแลนด์คาบ้าน ในยูโร 1988 ณ เวลานั้น แฟนบอลใจดีมาก และเป็นกำลังใจให้เบคเค่นบาวเออร์สู้ต่อ เพราะนี่คืออดีตนักเตะทีมชาติ ที่เป็นที่รักมาก่อน

แต่เลิฟ ไม่ใช่แบบนั้น สมัยเป็นนักเตะอาชีพ เขาก็มีฝีมือกลางๆ ไม่ได้เด่นมาก ไม่เคยติดทีมชาติชุดใหญ่ ดังนั้นการที่ยืนหยัดในตำแหน่ง “ทีมเชฟ” ได้ มีสิ่งเดียวที่จะทำให้แฟนๆ ยอมรับได้ คือคุณต้องชนะ

ดังนั้นเมื่อ 3 ทัวร์นาเมนต์ล้มเหลว ในฟุตบอลโลก 2014 จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของเลิฟจริงๆ

เลิฟ กับฮันซี่ ฟลิค ผู้ช่วยโค้ช และ เออร์ส ซีเก้นธาเลอร์ หัวหน้าทีมแมวมอง ทำงานร่วมกันอย่างหนัก เพื่อหาทีมที่ดีที่สุด และแผนที่เหมาะที่สุด กับฟุตบอลโลก ในประเทศที่มีอากาศร้อนอย่างบราซิล 

และสุดท้ายเลิฟก็ทำได้ เขาพาทีมค่อยๆ ไต่ระดับความแข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ จากชนะแอลจีเรีย ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบหืดจับในช่วงต่อเวลาพิเศษ มาเฉือนฝรั่งเศส 1ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

สร้างความมหัศจรรย์ด้วยการถล่มบราซิล 7ในรอบรองชนะเลิศ และปิดฉากด้วยการเอาชนะอาร์เจนติน่า ของนักเตะหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างลีโอเนล เมสซี่ไป 10

ทุกไอเดีย ทุกกลยุทธ์ที่เลิฟสั่งสมมา ถูกปล่อยออกมาใช้ในฟุตบอลโลก 2014 ทั้งหมด จนเยอรมันไปถึงแชมป์ได้

ในรอบแบ่งกลุ่มเขาใช้ฟิลิป ลาห์ม เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ จากนั้นพอเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเขาปรับลาห์ไปเล่นแบ็กขวา

ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับแอลจีเรีย เขาสั่งให้นอยเออร์ออกมาเล่นนอกเขตโทษให้เยอะที่สุด จบเกมนั้น นอยเออร์ ทำสถิติออกมาเล่นบอลนอกเขตโทษมากถึง 20 ครั้ง ซึ่งไม่เคยมีผู้รักษาประตูคนไหน จะเล่นได้หวือหวาขนาดนี้

ในรอบรองชนะเลิศ เขาเห็นชัดเจนว่าบราซิลมีจุดอ่อนที่กองกลาง เมื่อโดนเพรสโดนบีบก็จะเสียบอลง่าย ดังนั้นโทนี่ โครส และ ซามี เคดิร่า จึงกดดันมิดฟิลด์บราซิลจนป่วนไปหมด สุดท้ายเยอรมันก็ถล่มเละจริงๆ 

และในเกมนี้ จบครึ่งแรกเยอรมันนำ 5และเอาจริงๆ เลิฟจะบดเอา 10จากบราซิลเลยก็ทำได้ แต่เขาเลือกพักคีย์แมนไว้ในเกมนัดชิงดีกว่า ส่งสำรองอันเดร เชือร์เล่ ลงมายืดเส้นยืดสาย และเชือร์เล่ที่เปลี่ยนลง ก็ยิงได้ทันที 2 ลูก ถือว่าเปลี่ยนตัวได้อย่างแม่นยำถูกต้องจริงๆ

ก่อนเกมนัดชิงกับอาร์เจนติน่า เลิฟสละเวลา 1 วัน ให้นักเตะเยอรมันทั้งทีม ไปร่วมกิจกรรมการกุศลเพื่อเด็กยากไร้ในบราซิล เป็นการสร้างความรู้สึกบวก ให้แฟนบอลเจ้าถิ่น ในเกมนัดชิงบรรยากาศในสนาม ผู้คนจะได้หันมาเชียร์เยอรมันมากขึ้น ถือเป็นกลยุทธ์นอกสนามที่ไม่เลว

ในนัดชิงกับอาร์เจนติน่า ซามี เคดิร่า ได้รับบาดเจ็บตอนวอร์ม เลิฟต้องใช้งานคริสตอฟ คราเมอร์ลงเล่นแทน แต่เล่นได้แค่ 31 นาที คราเมอร์สมองกระทบกระเทือน ต้องเปลี่ยนตัวออกอีก ซึ่งเยอรมันไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับประเภทฮาร์ดแมนในมืออีกแล้ว เลิฟจึงสั่งให้บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ลงมาเล่นเกมรับตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และผลลัพธ์คือชไวน์สไตเกอร์หยุดยั้งเมสซี่เอาไว้ได้

จากนั้น Joachim Low เปลี่ยนตัวทีเด็ด สำรอง 2 คน ลงไปในสนาม คืออันเดร เชือร์เล่ กับ มาริโอ เกิตเซ่ และผลลัพธ์คือ เชือร์เล่ แอสซิสต์ให้เกิตเซ่ ยิงประตูชัยในนัดนี้

Quote คลาสสิคตลอดกาล อยู่ในช่วงที่ เกิตเซ่กำลังจะถูกเปลี่ยนตัวลงไป เลิฟเรียกเกิตเซ่เข้ามา แล้วบอกว่า “ทำให้โลกได้เห็นว่านายเหนือกว่าเมสซี่ ปิดฉากฟุตบอลโลกครั้งนี้ซะ”

หลังจากผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ มาตลอดหลายปี แต่ในที่สุด ทุกอย่างที่เลิฟทำ มันมาลงตัวเอาสุดๆ ในฟุตบอลโลก 2014 และเยอรมันก็ไปถึงแชมป์โลกสมัยที่ ได้สำเร็จ

คราวนี้เมื่อเลิฟได้แชมป์โลก สถานะของเขาคือ Untouchable หรือไม่สามารถแตะต้องได้ คุณไม่มีทางไล่โค้ชที่ทำทีมชาติได้แชมป์โลกออกไปได้หรอก ถ้าเลิฟจะไป นั่นคือเขาลาออกเองแค่นั้น

เลิฟเป็นฮีโร่ของชาติ เป็นที่ชื่นชอบของนักเตะในทีม และสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันก็ศรัทธาเขาอย่างมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเลยว่าทำไม เขาถึงได้โอกาสทำทีมต่อเนื่องอีกถึง 3 ทัวร์นาเมนต์

เลิฟตัดสินใจไม่มีลูก ชีวิตของเขาทุ่มเทเพื่อทีมชาติอย่างเดียว ตั้งแต่วันแรกที่รับงานเป็นเฮดโค้ชในปี 2006 จนถึงปัจจุบัน 2021 เขาเป็นเฮดโค้ชทีมชาติมายาวนาน 15 ปีเต็ม ไม่เคยมีโค้ชทีมชาติเยอรมันคนไหน ยืนหยัดได้ยาวนานขนาดนี้

แต่สัจธรรม ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้พ้น นั่นคือวันหนึ่งเขาเองก็ต้องหมดอายุขัยตามกาลเวลา จากโค้ชที่มีไอเดียแปลกใหม่ น่าสนใจ เลือกตัวผู้เล่นได้แม่นยำเสมอ ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น และบวกกับการที่โค้ชคู่ใจฮันซี่ ฟลิค ขอแยกทางไปทำทีมสโมสร ความเสื่อมถอยของเลิฟก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

germany low

[ ขาลงของเลิฟ ]

ยูโร 2016 เยอรมันของเลิฟ เป็นเต็งหนึ่งที่จะเป็นแชมป์ แต่สุดท้ายพวกเขาแพ้เจ้าภาพฝรั่งเศส ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งก็พอเป็นเหตุเป็นผลเข้าใจได้ เจอเจ้าภาพมันก็ยากอยู่แล้ว สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันจึงให้เลิฟทำงานต่อไปถึงบอลโลก 2018 โดยไม่มีแรงกดดัน

เยอรมันในฟุตบอลโลก 2018 ก็ยังเป็นตัวเต็งเช่นเคย ในกลุ่มนี้ มีเม็กซิโก สวีเดน และ เกาหลีใต้ ไม่มีใครมีศักยภาพเหนือกว่าพวกเขาแม้แต่ทีมเดียว ตามหลักก็ควรผ่านเข้ารอบไปได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แบบนั้น เมื่อเยอรมันตกรอบด้วยการเป็นบ๊วยของกลุ่ม

นี่คือผลงานเลวร้ายที่สุดตั้งแต่ปี 1938 เยอรมันไม่เคยตกรอบด้วยผลงานที่แย่ขนาดนี้ในฟุตบอลโลกมาก่อนเลย

ปัญหาคือเลิฟ ตัดสินใจอะไรก็ผิดพลาดไปหมด ก่อนบอลโลก เขาตัดชื่อลีรอย ซาเน่ ทิ้งไปจากทีม ทั้งๆ ที่เป็นผู้เล่นที่มีความเร็วจัดจ้านที่สุดในเยอรมันชุดนี้ พร้อมด้วยสถิติ 10 ประตู 15 แอสซิสต์ ในฤดูกาลที่ผ่านมา

ผลลัพธ์คือ เยอรมันไม่มีทีเด็ดในการเข้าทำเลย แข่ง 3 เกม ยิงประตูไม่ได้ถึง 2 เกม

นอกจากนั้นแท็กติก ก็เล่นแบบย่ามใจเกินไป ในเกมแรกสุดที่เจอกับเม็กซิโก เยอรมันบุกแหลก ดันเซ็นเตอร์แบ็กลุยด้วย แบบไม่กลัวจะโดนสวน สุดท้ายเจอทีเด็ดเม็กซิโกจริงๆ ทำให้เยอรมันแพ้ในนัดประเดิมสนามไป 10

มัทส์ ฮุมเมิลส์ วิจารณ์แท็กติกของเลิฟว่า “ทำไมเราแพ้น่ะหรอ ก็เราเล่นเหมือนเจอกับซาอุดิอาระเบีย ทั้งๆที่เจอกับคู่แข่งที่เก่งกว่าไง”

การพ่ายแพ้ ทำให้กูรูออกมาสับเลิฟยับเยิน เจมี่ คาร์ราเกอร์ กล่าวว่า “วิธีการเล่นของเลิฟเหมือนการฆ่าตัวตาย เยอรมันลงเล่นแต่ละเกม เชื่อว่าพวกเขาเหนือกว่าคู่แข่งมากเหลือเกิน นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งเล่นงานคุณได้”

เลิฟไม่ได้สนใจเกมรับเท่าไหร่ แบ็กซ้ายโจนาส เฮคเตอร์ แบ็กขวาโจชัว คิมมิช คู่มิดฟิลด์โทนี่ โครส กับ ซามี เคดิร่า รวมถึงเซ็นเตอร์แบ็ก มัทส์ ฮุมเมิล ดันขึ้นไปบุกหมดเลย เหลือแค่เจอโรม บัวเต็งห้อยอยู่คนเดียว คือถ้าคู่แข่งต่างชั้นกันมากๆ คุณอาจใช้วิธีนี้ได้ แต่พอคู่แข่งก็ไม่ได้อ่อนอะไรขนาดนั้น มันเลยกลายเป็นว่า แผนบุกไม่ระวัง กลายมาเล่นงานตัวเองอย่างเจ็บแสบ

หลังจากแพ้เม็กซิโก เหมือนเลิฟเมาหมัด นัดต่อมาเขาเปลี่ยนคู่เซ็นเตอร์แบ็ก เป็นเจอโรม บัวเต็ง กับอันโตนิโอ รูดิเกอร์ ซึ่งทีมชนะสวีเดนได้ 2ในนาที 90+จากนั้นในเกมต่อมา พวกเขาต้องชนะเกาหลีใต้สถานเดียวเพื่อเข้ารอบ แทนที่เลิฟจะยึดทีมชุดที่ชนะเอาไว้ เขากลับเปลี่ยนเซ็นเตอร์แบ็กทั้ง 2 คนออก แล้วใช้ชุดใหม่ คือมัทส์ ฮุมเมิลส์ กับ นิคลาส ซูเล่ อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ

กลายเป็นว่า 3 เกม ใช้เซ็นเตอร์แบ็ก 3 ชุด ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก สำหรับทีมอย่างเยอรมัน ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะนักในทัวร์นาเมนต์

สุดท้ายเยอรมัน แพ้เกาหลีใต้ 2ตกรอบแรกในฟุตบอลโลกไปอย่างเจ็บปวด โลธาร์ มัทเธอุส วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า “นักเตะเล่นด้วยความมั่นใจจนโอเวอร์ พวกเขาไม่มีทัศนคติที่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่ทีมเยอรมันที่แท้จริง ปัญหาอยู่ที่เลิฟไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นได้เหมือนกับปี 2014 อีกแล้ว ผมคิดถึงความเร็วในฟุตบอลของเรา ความคิดสร้างสรรค์ และพลังอันมหาศาล เมื่อ 4 ปีก่อน มันคืออะไรที่สุดยอดมาก แต่ในวันนี้ทุกอย่างตรงข้ามกันหมด”

ปัญหาที่มัทเธอุสมองก็คือ เลิฟไม่ใช่แค่วางแท็กติกผิดพลาดเท่านั้น แต่เขายังไม่สามารถทำให้สปิริตของทีม เล่นได้อย่างกร้าวแกร่งเหมือน 4 ปีก่อน เขาไม่สามารถคอนโทรลอีโก้ของนักเตะในทีมได้ มีแต่คนที่มั่นใจตัวเองจนเย่อหยิ่งไปหมด ความน้ำหนึ่งใจเดียวกันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

หลังจบฟุตบอลโลก 2018 สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน มีทางเลือกที่จะไล่เลิฟออกได้ แล้วแต่งตั้งใครสักคนมานับหนึ่งใหม่ เพื่อลุยยูโร 2020 แต่สหพันธ์ฯ เลือกเชื่อใจเลิฟต่อไป แม้จะเห็นลางร้ายมาตลอดทางว่า ประกายไฟในตัวเลิฟมันมอดลงไปแล้วก็ตาม

ซึ่งเลิฟตอนนี้ ไม่มีไอเดียแล้วว่าทำอย่างไรจะกอบกู้เยอรมันได้ ปลายปี 2020 เกมเนชั่นส์ลีก เยอรมันแพ้สเปน 6อย่างน่าอับอาย ทั้งๆที่สเปนก็ไม่ใช่ทีมยิงเยอะอะไรเลย 5 เกมหลังสุดยิงได้แค่ 3 ลูก แต่มาเจอเยอรมันนัดเดียวกดไป 6 เม็ด

เลิฟโดนวิจารณ์ว่าตกยุคแล้ว ไม่มีแท็กติกใหม่ๆ อะไรที่น่าสนใจ ใช้แผนเดิมๆ มุกเดิมๆ ทั้งๆ ที่บาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์ยุโรปแท้ๆ และนักเตะก็มีคุณภาพสูงมาก แต่เวลามาเล่นทีมชาติ กลับไม่สามารถเล่นดีได้ในแบบเดียวกัน

เมื่อเจอแรงกดดันรุมเร้า เลิฟจึงต้องแสดงสปิริตด้วยการคอนเฟิร์มว่าจะคุมทีมถึงแค่ยูโร 2020 เท่านั้น จากนั้นก็จะอำลาทีม และให้ฮันซี่ ฟลิค มาสานงานต่อในยุคต่อไป

germany euro

Out of Euro ]

เข้าสู่ปี 2021 ผลงานของเยอรมันยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก พวกเขากล้าๆจะแพ้ นอร์ธ มาซิโดเนีย คาบ้าน ซึ่งหลังจากแพ้นอร์ธ มาซิโดเนีย เลิฟก็ตัดสินใจว่าแผนดั้งเดิม 43ที่ใช้มาตลอด มันไม่น่าจะไหวแล้ว จึงเปลี่ยนระบบการเล่นมาใช้ 342แทน

ถ้าเกมรับไม่ดี ก็วางเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คนไปเลยให้รู้ดำรู้แดง

ไอเดียการเปลี่ยนแผนนั้น ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจดี เลิฟพยายามเอาตัวเองออกมาจาก Comfort Zone ลองแผนใหม่ๆ แต่ประเด็นคือ เขามาทดลองช้าเกินไป

เยอรมันได้ใช้แผน 342ก่อนยูโรจะเริ่มแค่ นัดเท่านั้น คือเกมอุ่นเครื่องเสมอเดนมาร์ก 1และ อุ่นเครื่องชนะลัตเวีย 7จากนั้น แม้นักเตะจะยังไม่ค่อยเข้าใจแผนการเล่นเท่าไหร่ แต่ก็ใช้แผนใหม่ลุยการแข่งจริงในยูโรเลย

ตามปกติ แผน 3 เซ็นเตอร์แบ็ก เป็นแผนที่เล่นยาก คุณต้องมีความเข้าใจกันพอสมควร คือเทสต์มันมาพอสมควร จึงจะลองใช้จริงๆ ดังนั้นเมื่อเยอรมันนำแผน 342มาใช้ในยูโร ผลลัพธ์คือ แทนที่เกมรับจะแน่น กลับมีช่องว่างเกิดขึ้นเต็มไปหมด และเสียประตูทุกนัดในทัวร์นาเมนต์

มีคนแนะนำเลิฟ ว่าทำไมไม่ใช้แผนเดียวกับบาเยิร์นไปเลยล่ะ เพราะใน squad ก็มีนักเตะบาเยิร์นตั้ง 8 คน ใช้แผนบาเยิร์น กับนักเตะบาเยิร์น แล้วเติมด้วยพวก โทนี่ โครสไค ฮาร์แวตซ์ และ โรบิน โกเซนส์ แค่นี้ก็น่าพอแล้วนะ

แต่สื่อเยอรมันระบุว่า เลิฟทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเยอรมันไม่มีกองหน้าตัวเป้าแบบโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ การจับเอาติโม แวร์เนอร์ หรือแซร์ช นาบรี้ มาเล่นสไตเกอร์ตัวบนสุด ยังไงก็เทียบเลวานดอฟสกี้ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นใช้แผนอื่นไปเลยก็จะดีกว่า

แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าเลิฟมีเวลาซักซ้อมแผน 342นานกว่านี้สักหน่อย ผู้เล่นอาจจะเข้าขากันมากกว่านี้ อย่างอังกฤษคู่แข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เขาเล่นแผน 3 เซ็นเตอร์แบ็กกันมานานมาก ตั้งแต่บอลโลกครั้งก่อนแล้ว ดังนั้นความเข้าใจในระบบจึงมีมากกว่ากันเยอะ

การเลือกตัวของเลิฟเองก็ไม่แม่นยำ เกมเจออังกฤษ ถ้าไปดูสถิติของแซร์ช นาบรี้ จะเห็นเลยว่าเล่นดีมาก เวลาเล่นที่ลอนดอน หรือ จามาล มูเซียล่า เล่นดีมากในเกมกับฮังการี สามารถลงตัวจริงได้คนใดคนหนึ่ง แต่เขาเลือกติโม แวร์เนอร์ ที่อยู่ในฟอร์มที่ไม่ดีเอามากๆ แล้วเอาแวร์เนอร์ลงก็อย่างที่เห็น คือสร้างประโยชน์ให้กับทีมน้อยมาก

ส่วนการเปลี่ยนตัวก็ทำได้ไม่ดีนัก ท้ายเกม ทีมตามหลัง 2แทนที่จะเอาตัวรุกพวก เควิน โฟลลันด์ลงไปเลย แต่เลือกใช้เอ็มเร่ ชานแทนคือทีมต้องการประตู ถ้ายิงไม่ได้ก็ตกรอบ มันก็ควรเอาตัวรุกลงหรือเปล่า

เกมสุดท้ายของเลิฟ เป็นการพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวด กับทีมที่เยอรมันไม่เคยแพ้รอบน็อกเอาต์มา 55 ปี นั่นทำให้เขาต้องลงจากตำแหน่งไปแบบมีรอยแผลให้พูดถึง

เรื่องของเลิฟ จึงอธิบายได้ว่า ทำไมโค้ชบางคนถึงตัดสินใจอำลาตำแหน่งทันที หลังจากได้แชมป์ อย่างเช่นมาร์เซลโล่ ลิปปี้ สามวันหลังจากพาอิตาลีเป็นแชมป์โลกในปี 2006 เขาประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที เพราะการได้แชมป์โลกคือการไปถึงจุดสูงสุดแล้ว ลิปปี้อยากให้ตัวเองอยู่ในความทรงจำดีๆ ของแฟนบอลตลอดไปมากกว่า

ในเกมฟุตบอล ไม่ใช่โค้ชทุกคนที่จะตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้ทัน และถ้าคุณตามความเร็วของโลกไม่ทันเมื่อไหร่ คนที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องเทิดทูน สุดท้ายก็จะโดนแฟนบอลตัวเองด่าได้เหมือนกัน

คำสุดท้ายของเลิฟ ในฐานะบุนเดสเทรนเนอร์เขากล่าวว่า “มันเป็นความผิดหวังอย่างที่สุด ผมขอโทษที่ทำให้แฟนๆ มีความสุขไม่ได้ เราไม่สามารถสร้างความตื่นเต้นในสนามได้อย่างที่เราคาดหวัง และผมขอรับผิดชอบกับการตกรอบครั้งนี้ ไม่มีแต่ ไม่มีถ้า ผมขอรับความผิดเอาไว้เอง”

15 ปี เป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน เรามีเรื่องราวสวยงาม และเรื่องน่าผิดหวังมากมาย

แต่ทีมชุดนี้ และนักเตะชุดนี้มีอนาคตที่สดใสรออยู่ ขอให้ฮันซี่ ฟลิคโชคดี ผมอวยพรเขาจากใจ และหัวใจของผมจะเป็นสีดำ แดง และทอง เหมือนธงชาติเยอรมันตลอดไป”

ฮันซี่ ฟลิค

[ ภารกิจของทีมเชฟคนใหม่ ]

คำถามที่ถูกถามทันที คือโค้ชคนใหม่ ฮันซี่ ฟลิค ต้องทำอย่างไรบ้าง ถึงจะพาเยอรมัน กลับมาเป็นทีมที่น่าเกรงขามอีกครั้ง

สิ่งที่หลายสื่อพูดตรงกันอันดับแรก คือต้องทำให้ทีมชาติมีบรรยากาศในแง่บวกเสียก่อน นักเตะหลายคน เล่นแบบไม่มีพลังใจ ต่างกับตอนอยู่กับสโมสร เขาต้องกระตุ้นความรู้สึกดีๆ ว่าทำไมแฟนบอลต้องอยากดูทีมชาติให้กลับมาอีกครั้ง

ลองนึกภาพอิตาลีตอนตกรอบฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก แฟนบอลหมดอาลัยตายอยาก แต่พอได้โรแบร์โต้ มันชินี่เข้ามา ชีวิตชีวาของแฟนๆ อัซซูรี่กลับมาอีกครั้ง เยอรมันก็ควรไปในทางนั้นด้วย

อย่างที่ 2 ฟลิคต้องวิเคราะห์ว่า นักเตะคนไหนควรจะอยู่ ควรจะไป มัทส์ ฮุมเมิลส์เล่นดีมากในทัวร์นาเมนต์นี้ก็จริง แต่เขาควรเป็นอนาคตของทีมต่อไปหรือไม่ หรือว่าได้เวลาแล้วที่จะโละ แล้วลองหาผู้เล่นตัวหลักคนใหม่

เช่นเดียวกับโทมัส มุลเลอร์ จะเอายังไง จริงอยู่ว่าฟลิคใช้งานมุลเลอร์เป็นแน่ๆ เพราะทั้งคู่เคยร่วมงานกันที่บาเยิร์น แต่ในบอลโลกครั้งหน้า มุลเลอร์จะอายุ 33 ปี มันจะไม่เยอะไปใช่ไหม หรือจะโละทิ้งดีกว่า แล้วใช้งานกลุ่มนักเตะที่อายุ 20 กว่าๆ เช่นพวก ซาเน่ หรือ นาบรี้ เป็นแกนหลัก

อย่างที่ 3 นักเตะเยาวชนชุดต่ำกว่า 23 ควรได้โอกาสกับทีมชาติชุดใหญ่หรือยัง ดูอย่างอังกฤษชุดนี้ มีนักเตะอายุต่ำกว่า 24 ปีถึง 10 คน ตรงข้ามกับเยอรมัน ที่มีนักเตะอายุต่ำกว่า 24 ปี แค่ 2 คนทั้งทีม (ไค ฮาร์แวทซ์ และ จามาล มูเซียล่า) ทีมที่ขาดพลังสด พลังหนุ่ม มันก็เป็นธรรมดาที่จะไม่ Fresh อยู่แล้ว

ทีมชาติเยอรมันชุด u21 เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรป ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ในยุคของเลิฟ ไม่มีใครได้โอกาสติดทีมชาติชุดใหญ่แม้แต่คนเดียว บางทียุคของฟลิคอาจลองพิจารณาบางคน อย่าง ลูคัส เอ็นเมช่า เจ้าของดาวซัลโวยูโร u21 ส่วนสูง 185 ซม. มีสไตล์คล้ายมิโรสลาฟ โคลเซ่ ก็น่าทดลองกับทีมชาติชุดใหญ่อยู่

ริดเล่ บาคู จากโวล์ฟสบวร์ก แบ็กขวาชุดแชมป์ยูโร u21 ควรได้โอกาสกับทีมชาติชุดใหญ่หรือยัง จะได้ดันเอาโจชัว คิมมิช ไปเล่นกองกลางแทนที่โทนี่ โครส ที่รีไทร์ทีมชาติ

หรือ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ วันเดอร์คิดวัย 18 จากเลเวอร์คูเซ่น ก็คู่ควรกับการทดลองใช้งานเช่นเดียวกัน เด็กมันมีของก็ลองเลยดีกว่า

และอย่างที่ 4 แผนการเล่นจะเอาแบบไหน 43แบบบาเยิร์น หรือ 34สานต่อเลิฟไปเลย หรือจะกลับไปที่ไลน์อัพชุดแชมป์โลก 4231

ดังนั้นใครที่คิดว่าแค่เปลี่ยนเอาเลิฟออกไป แล้วเอาฟลิคเข้ามาแทน เยอรมันจะพุ่งทะยานทันที มันคงไม่ง่ายขนาดนั้น ฟลิคต้องใช้เวลาจูนทีมอีกพอสมควร การจะหาแผนที่เหมาะที่สุดไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึง 11 ตัวจริง ที่ดีที่สุดด้วย ต้องใช้เวลาค้นหาสักระยะ

จะตัดใครออก จะเก็บใครไว้ ดันดาวรุ่ง แล้วรุ่นใหญ่จะเคืองไหม การรักษาบาลานซ์ให้สมดุล เป็นภารกิจที่สาหัสเอาเรื่อง

ตั้งแต่วันที่รับงานทีมชาติ สื่อเยอรมันกล่าวชื่นชมฟลิคว่า ถ้าอยู่บาเยิร์น มิวนิคต่อ ชีวิตของเขาน่าจะง่ายกว่านี้ กับทีมที่โอกาสได้แชมป์แทบจะการันตีทุกปี แต่ฟลิค ไม่ยอมเล่นเพลย์เซฟ เขากล้ากระโดดรับเผือกร้อน ทั้งๆที่ รู้ดีว่า ทีมชาติชุดใหญ่มีความคาดหวังสูงมากๆ

ดังนั้นในฟุตบอลโลก 2022 สำหรับแฟนบอลเยอรมัน คาดหวังได้ แต่ทำใจไว้ด้วย ถ้าหากจะไปไม่ถึงแชมป์ โดยโฟกัสจริงๆ ของเยอรมันน่าจะเริ่มต้นจากยูโร 2024 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพเองมากกว่า เพราะกว่าจะถึงวันนั้นก็อีก 3 ปี ทีมของฟลิคน่าจะลงตัวพอดี

การปิดฉากยูโร 2020 ของเยอรมัน เป็นทางแยกครั้งสำคัญ จากนี้ไปจะเข้าสู่โลกใหม่ๆ สไตล์ใหม่ๆ และแนวทางการเล่นที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ประตูชื่อฟลิคกำลังเปิดขึ้น พร้อมกับประตูบานเก่าที่ชื่อเลิฟที่จะปิดลงไปอย่างถาวร

สำหรับ Joachim Low 15 ปีของเขาในฐานะบุนเดสเทรนเนอร์ แม้จะปิดฉากไปอย่างไม่น่าประทับใจนัก แต่การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 สามารถติดดาวดวงที่ 4 ให้ทีมชาติเยอรมันได้สำเร็จ มันจะเป็นมาสเตอร์พีซที่จะไม่มีใครลืม

โลกนี้มีคำกล่าวว่า “ความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่เครื่องตัดสินอนาคต” ก็ใช่ ประโยคนี้ก็อาจจะจริง

แต่ในอีกมุมหนึ่งประโยคว่า “ความผิดพลาดในปัจจุบัน ไม่ใช่เครื่องลดทอนคุณค่าในอดีต” ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน

เลิฟก็คือเลิฟ จะดีจะร้ายเขาก็จะมีศักดิ์ศรีเป็นเฮดโค้ชแชมป์โลกตลอดไป ไม่มีใครพรากความยิ่งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นไปจากเขาได้แน่นอน