ambbet641.com

Oleout

Oleout

Oleout การรอคอยโกโดต์
แมนฯ ยูฯกับลิเวอร์พูล คือ 2 ที่มที่ประสบความสำเร็จในและนอกสนาม ใช้ธุรกิจขับเคลื่อนทีมฟุตบอล และทีมฟุตบอลขับเคลื่อนธุรกิจมายาวนาน
ขณะที่โลกของฟุตบอลอังกฤษค่อย ๆ เปลี่ยนไป การเทคโอเวอร์ทีมโดยเศรษฐีต่างชาติ รวมถึงประเทศ
การลงทุนเหล่านั้นนำมาซึ่งองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาสโมสรในอังกฤษ โดยเฉพาะพรีเมียร์ ลีก
 
ความสำเร็จในสนามโดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นำมาซึ่งความสำเร็จด้านธุรกิจ และดึงดูดตระกูลเกลเซอร์ให้เข้ามาเทคโอเวอร์
เริ่มตั้งแต่ปี
2003 จนสำเร็จในปี 2005 แมนฯ ยูฯ ปรับปรุงธุรกิจของตัวเอง ตั้งแต่ยุคของปีเตอร์ เคนย่อน
จนกระทั่งเดวิด กิลล์ ด้วยความรู้ด้านบริหารจัดการและมุมมอง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุหลักคือความสำเร็จในสนามจาก
ยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งสิ้นสุดลงในปี
2013 
แมนฯ ยูฯ ยืนแท่นอันดับ 1  ด้านธุรกิจมายาวนาน รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายนักเตะ คือรายได้ที่ยั่งยืน
ลิเวอร์พูลมาเริ่มปรับปรุงธุรกิจของตัวเองอย่างแท้จริง ในยุค FSG ขยายสนามอันเป็นแหล่งที่มาของรายได้สำคัญ ไล่ตั้งแต่อัฒจันทร๋หลักในปี 2016 จนถึงอัฒจันทร์ฝั่งแอนฟิลด์ โร้ด เกมแรกของฤดูกาล 2022/23 แอนฟิลด์จุแฟนบอลได้ 61,000 ที่นั่ง
ใกล้เคียงกับโอลด์ แทรฟเฟิร์ด สนามใหญ่สุดของอังกฤษ ไม่นับเวมบลี่ย์ 
แมนฯ ยูฯ ปรับปรุงโอลด์ แทรฟเฟิร์ด ครั้งล่าสุดคือปี 2006 และมีการพูดถึงแผนการปรับปรุงสนามอย่างต่อเนื่องให้สนามแห่งนี้จุแฟนบอลมากกว่า 80,000 ที่นั่ง แต่ทุกอย่างยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เหมือนกับเจ้าของเงินพอใจกับรูปแบบธุรกิจในปัจจุบัน 
ปี 2010 รายได้ของลิเวอร์พูล คือ 184 ล้านปอนด์ เทียบกับแมนฯ ยูฯ ที่ 331 ล้านปอนด์ แตกต่างกันครึ่งต่อครึ่ง เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แมนฯ ยูฯเติบโต รายได้ 643 ล้านปอนด์ ขณะที่ลิเวอร์พูลทำเงิน 619 ล้านปอนด์ 
ด้วยการเติบโตในอัตราส่วนปัจจุบัน คาดว่า ปี 2023 ลิเวอร์พูลอาจมีรายได้แซงหน้าแมนฯ ยูฯ 
ก่อนยุค FSG ลิเวอร์พูลไม่ใช่สโมสรที่บริหารธุรกิจดีสักเท่าไร ว่ากันว่า การฉลองแชมป์ยุโรปปี 2005 เสื้อเชียร์ของแฟนบอลขายวันเดียว 5,000 ตัว ร้านสกรีนเสื้อยืดปั้มเสื้อในคืนเดียว เปิดแผงขายให้แฟนบอลที่มาร่วมขบวนแห่
แต่เสื้อฉลองแชมป์อย่างเป็นทางการของสโมสร ใช้เวลาผลิต 3 สัปดาห์ ความคึกคักต่าง ๆ หรือความอยากได้ แทบหมดไป Ambbet ข่าวกีฬาสนุกๆ
จากธุรกิจที่ดีอยู่แล้ว ตระกูลเกลเซอร์ตักตวงผลประโยชน์ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้ความสามารถในการบริหารมากมาย
ทีมที่ประสบความสำเร็จจะมีลูกค้าเข้าคิวรอ พร้อมจ่ายเงินให้

การพัฒนาของอาร์เซย่อล เชลซี ท็อตแน่มและแมนฯ ซิตี้คือเรื่องน่ากลัว ไม่มีใครมองลิเวอร์พูลเป็นคู่แข่ง
การเปลี่ยนแปลงโดย FSG ทำให้ลิเวอร์พูล นอกจากเป็นคู่แข่งสำคัญในสนามของแมนฯ ยูฯ พวกเขายังเป็นคู่แข่งสำคัญด้านธุรกิจอีกด้วย 
FSG อาจถูกหวยเมื่อเจรจากับเยอร์เก้น คลอปป์ สำเร็จ ซึ่งแมนฯ ยูฯ อาจล้ำหน้ากว่าลิเวอร์พูลในเรื่องนี้
เพราะเอ๊ด วูดวาร์ด เชิญคลอปป์มาเจรจาให้รับตำแหน่งที่แมนเชสเตอร์ก่อนทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์
 
เพียงแต่ FSG ใช้ฟุตบอลในการเจรจากับคลอปป์ แต่วูดวาร์ดใช้ธุรกิจเพื่อโน้มน้าวกุนซือชาวเยอรมัน
ประโยคที่ว่า “ยินดีต้อนรับสู่ดีสนีย์แลนด์” ของวูดวาร์ดทำให้คลอปป์ตัดสินใจในทันทีว่า แมนเชสเตอร์ไม่เหมาะกับโค้ชที่คลั่งฟุตบอลอย่างเขา
สถานการณ์ระหว่างแมนฯ ยูฯกับลิเวอร์พูล สอนเราว่า คุณไม่อาจหยุดนิ่งเพราะคิดว่า “สำเร็จ” 
จากปี 2010 FSG ใช้หนี้ธนาคาร 300 ล้านปอนด์ แลกกับสโมสรลิเวอร์พูล ผ่านไป 11 ปี ฟอร์บส์ ประเมินเมื่อเมษายนนี้ว่า ลิเวอร์พูลมีมูลค่า 2.96 พันล้านปอนด์ 
หากเกลเซอร์คิดว่าพวกเขาพอใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกไม่นานแมนฯ ยูฯ จะหล่นจากแท่นอันดับ 1 ของทีมประสบความสำเร็จสูงสุดด้านธุรกิจ 
ส่วนความสำเร็จในสนามในสภาพนี้ คงอีกนานกว่าจะตาม แมนฯ ซิตี้หรือเชลซี ทันเพราะ 2 ทีมนี้ กล้าลงทุน และตัดสินใจถ้าจะต้องเปลี่ยนแปลง 
กลับมาที่โอลด์ แทรฟเฟิร์ด สถานการณ์ยังเหมือนเดิม ไม่ปลดโอเล่ ไม่มีการลาออก ทั้งที่พวกเขารู้ดีว่า สาเหตุของปัญหาคืออะไร
เหมือนวันที่ผมเฝ้ารอว่า เมื่อไรจะปลดแกรม ซูเนสส์ เมื่อต้นยุค 90
แต่การปลดกุนซือไม่สำคัญเท่าการแต่งตั้งกุนซือ เพราะนั่นหมายถึงทิศทางที่ทีมจะก้าวไปข้างหน้า
ปลดโอเล่แล้วได้สตีฟ บรูซ ก็ไม่ไหวเหมือนกัน 
ลือกันทุกสำนัก ทุกกระแสข่าว สุดท้ายทุกวันนี้ เรายังรอคอยโกโดต์อยู่ โดยไม่รู้ว่า ที่แท้โกโดมีอยู่จริงหรือไม่
มีแต่คนวิเคราะห์ว่า ผู้บริหารแมนฯ ยูฯ ไม่มีกึ๋น(กล้า) พอที่จะ Oleout ปลดโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ หากเป็นโรมัน อบราโมวิชคงปลดไปตั้งแต่จบเกม