ambbet641.com

Resist Kneeling

Resist Kneeling

ต่อต้านการคุกเข่า (Resist Kneeling) หากใครชมเกมระหว่างอังกฤษ กับยูเครนเมื่อคืนนี้ คงได้เห็นภาพแปลกประหลาดก่อนเกมจะเริ่ม
นั่นคือฝั่งนักเตะอังกฤษคุกเข่า แต่ฝั่งนักเตะยูเครนยืนนิ่งๆ ไม่ไหวติง

ขณะที่บรรยากาศในสนาม แฟนบอลชาวอิตาลีที่เข้ามาชมเกม ในสนามโอลิมปิโก้ ที่กรุงโรม รุมโห่อย่างหนักจนเสียงอื้ออึงไปหมด
บางคนอาจเข้าใจว่า แฟนบอลโห่ใส่นักเตะยูเครนที่ไม่ยอมคุกเข่า แต่ความจริงแล้วตรงข้ามกัน พวกเขาโห่ใส่นักเตะอังกฤษที่คุกเข่าต่างหาก

เรื่องราวมันเกิดอะไรขึ้น วิเคราะห์บอลจริงจังจะอธิบายเรื่องทั้งหมดแบบเข้าใจง่าย
ธรรมเนียมการคุกเข่า (Taking the knee) ช่วงก่อนเกมฟุตบอลจะเริ่ม

เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ BLM (Black Lives Matter) กรณีจอร์จ ฟลอยด์เสียชีวิต ที่สหรัฐอเมริกา
ถ้าไล่ไทม์ไลน์ดู เหตุการณ์จอร์จ ฟลอยด์ เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2020 จนเป็นกระแสต่อต้านการเหยียดคนผิวดำไปทั่วโลก
ทำให้หลังจากนั้นราวๆ 1 เดือน เมื่อพรีเมียร์ลีกที่พักเบรกช่วงโควิด กลับมาเตะอีกครั้ง

ผู้จัดการแข่งขันจึงมองว่า พรีเมียร์ลีกก็ควรจะแสดงจุดยืนไปพร้อมๆกันเลย เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์โลก
ดังนั้นจึงมีการใส่ธรรมเนียม การคุกเข่าราว 10 วินาที ก่อนเกมจะเริ่มในทุกแมตช์แข่งขัน
พร้อมกับเสื้อแข่งขันของแต่ละทีมจะติดป้าย Black Lives Matter ไปด้วย
ในช่วงแรก ผู้คนก็ไม่ได้ว่าอะไร คุกเข่าก็คุกเข่า หลายคนก็รู้ว่าการเหยียดผิว
มันควรถูกกำจัดไปจากสังคม แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ความรู้สึกของคนอังกฤษที่มีต่อ BLM ก็เปลี่ยนไป

กล่าวคือการรณรงค์ของ BLM มันเกินลิมิตไปมาก เริ่มตั้งแต่มีการ Looting
หรือบุกปล้นร้านค้าของชาวบ้านดื้อๆ โดยใช้กระแสการชุมนุม BLM มาเป็นข้ออ้างเท่านั้น
คนอังกฤษจำนวนไม่น้อย ที่ยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมมันมีจริง
แต่ก็รู้สึกเช่นกันว่า คนผิวดำก็ชอบ Play Victim หรือเล่นบทว่าตัวเองเป็นเหยื่อมากเกินไป ทั้งๆที่ตัวเองก็สร้างปัญหาไม่ได้น้อยเลย

กระแสสังคมที่ต่อต้าน BLM จึงเพิ่มขึ้น พอๆกับฝ่ายสนับสนุน โดยสถานีโทรทัศน์ BBC
ได้เน้นย้ำสตาฟฟ์ทุกคนว่า ห้ามใส่เสื้อที่มีโลโก้ หรือตราสัญลักษณ์ของ BLM ออกอากาศ
เพื่อลดความโต้แย้งของคนทั้งสองฝั่ง

No Room For Racism

หลังจบฤดูกาล2019-20 พรีเมียร์ลีกก็โดนแฟนบอลตั้งคำถามว่า ควรจะให้สโมสรฟุตบอลไปยุ่งกับการเคลื่อนไหว BLM ต่อไปนานแค่ไหน
เมื่อโดนกดดันหนักเข้า ก่อนเริ่มฤดูกาล 2020-21 พรีเมียร์ลีกจึงมีมติให้เอาป้าย Black Lives Matter
ออกจากเสื้อ แล้วเปลี่ยนเป็นป้าย No Room For Racism (ไม่มีพื้นที่สำหรับการเหยียดเชื้อชาติ)
การคุกเข่าก่อนเกมของพรีเมียร์ลีก ถ้ามองในแง่เจตนาตั้งต้น ก็ต้องการเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านการเหยียดผิวนั่นแหละ
มันเป็นแนวคิดที่ได้อิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกา เราคงจำกันได้ในกรณีของโคลิน เคเปอร์นิค
ที่คุกเข่าในช่วงเคารพเพลงชาติสหรัฐฯ เพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับความไม่เท่าเทียม

พรีเมียร์ลีกรับแนวคิดนั้นมา เพื่อบอกให้สังคมได้รู้ว่า คนในวงการฟุตบอลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะ ทุกคนตระหนักดีว่า การเหยียดผิวเป็นเรื่องที่เลวร้าย
สำหรับในยูโร 2020 เมื่อมีหลายๆ ประเทศ นำเทรนด์เรื่องการคุกเข่าก่อนเกม
ทำให้ยูฟ่าต้องตัดสินใจว่า ควรจะมีการคุกเข่า หรือไม่มีการคุกเข่าดี

บทสรุปของยูฟ่าคือ ชาติไหนอยากคุกเข่าก็ทำไป แต่ต้องแจ้งก่อนแมตช์การแข่งขัน วัน
เพื่อที่ยูฟ่าจะได้เตรียมตัวแจ้งกรรมการ และแจ้งทีมงานถ่ายทอดสดได้ทัน
หลายๆประเทศ เช่นอังกฤษ เวลส์ สวิตเซอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม ยืนยันว่าจะคุกเข่าก่อนเกมแน่นอน
โดยแกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษกล่าวว่า

นี่เป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชุมชนคนผิวดำ
และรวมถึง เป็นการรวมความสามัคคีให้ทีมฟุตบอลด้วย เพราะในแต่ละทีมก็จะมีสมาชิกคนผิวดำอยู่แล้ว”

แต่หลายๆ ประเทศเช่น รัสเซีย เช็ก ฮังการี และ เนเธอร์แลนด์
ประกาศจุดยืนสวนทางกันว่าพวกเขาจะไม่คุกเข่าก่อนเกมหรอกนะ อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ

จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม กัปตันเนเธอร์แลนด์อธิบายว่า “มีแต่นักเตะที่อังกฤษที่คุ้นเคยกับการคุกเข่าก่อนเกม
แต่ในประเทศอื่นๆ เขาไม่ทำกัน ยิ่งเกมระดับทีมชาติเรายิ่งไม่เคยทำมาก่อนเลย”
ขณะที่วิคเตอร์ ออร์บาน ประธานาธิบดีฮังการี เปิดเผยเหตุผลที่ประเทศของเขาจะไม่ร่วมคุกเข่าด้วยเช่นกัน

ชาวฮังการีจะคุกเข่าให้ โอกาสเท่านั้น อย่างแรกคือเมื่ออธิษฐานต่อพระเจ้า อย่างที่สองคือคุกเข่าเพื่อประเทศ
และอย่างที่สามคือคุกเข่าเพื่อขอคนรักแต่งงาน ประเทศเราไม่เคยค้าทาส เราไม่มีปัญหาเรื่องการเหยียดผิว
และเราไม่รู้สึกว่าทำไมต้องคุกเข่าลงไปก่อนเกมด้วย”

ลองคิดตามความจริงดูนะ การคุกเข่าก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไร คุณไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมใด ๆ
ให้เกิดขึ้นได้จากการคุกเข่า มันไม่ใช่ทางออกของปัญหา”

ขณะที่โครเอเชียเองก็เห็นด้วยกับฮังการี โดยสหพันธ์ฟุตบอลโครเอเชียระบุว่า
“นักเตะทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำอย่างไรก็ได้ และผู้เล่นได้ประชุมกันแล้ว
ตัดสินใจว่าจะไม่คุกเข่า เพราะวัฒนธรรมของโครเอเชียเราไม่คุกเข่าให้กับเรื่องลักษณะนี้”

ซบิ๊กนิว โบเนียค

ตามมาด้วย ซบิ๊กนิว โบเนียค ผู้บริหารของสมาคมฟุตบอลโปแลนด์กล่าวว่า
“เราไม่เห็นด้วยกับการคุกเข่านักเตะบางคนคุกเข่าไป แต่พอคุณไปถามว่า ทำไปทำไม เขาก็ตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำแค่เป็นพิธีเฉยๆ”

นอกจากจะมีชาติที่คุกเข่าแน่ๆ ทุกนัด กับชาติที่ไม่คุกเข่าแน่ๆ ก็มีบางชาติที่ “แล้วแต่นักเตะตัดสินใจ” ด้วย
อย่างเช่นอิตาลี โรแบร์โต้ มันชินี่ ปล่อยนักเตะเป็นอิสระ ใครอยากคุกเข่าก็ทำไป ใครอยากยืนเฉยๆก็ยืนไป
ถ้าจำกันได้ในเกมที่อิตาลี เจอกับเวลส์ ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม นักเตะ คนยืน อีก คนคุกเข่า
ไม่ได้มีการบังคับให้เป็นไปในทางเดียวกัน
ไปๆมาๆ กลายเป็นว่า เรื่องการคุกเข่าก่อนเกมมันชุลมุนไปหมด
และกลายมาเป็นสร้างดราม่าในทุกๆนัด อย่างไม่จำเป็นเลย สื่อก็จะเล่นข่าวว่า ทีมนั้นคุกเข่า ทีมนี้ไม่คุกเข่า

จากนั้นบางสื่อก็ไปขุดคุ้ยว่า นักเตะคนนี้ที่ไม่ยอมคุกเข่า จริงๆเป็นพวกเหยียดผิวหรือไม่ กลายเป็นเหยื่อดราม่าไปอีก
สำหรับในมุมของแฟนบอลที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก็มีพอๆกัน ฝั่งที่เห็นด้วยก็มองว่า
การทำสัญลักษณ์แบบนี้เป็นสิ่งดี จะได้ทำให้ผู้คนได้เห็นว่า การเหยียดคนผิวดำ
ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง ถ้าทำไปเรื่อยๆ คนจะได้ตระหนักรู้ ไม่ใช่มองข้ามปัญหาที่มีไปเฉยๆ
แต่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า ทำไมคุณต้องไปให้คุณค่ากับคนผิวดำมากกว่าคนผิวอื่น
และถามหน่อยว่าการคุกเข่าก่อนเกมมันเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือ มันเป็นแค่รูทีนที่ทำตามๆ
กันไปแค่นั้นเอง หลายคนเชื่อว่ากระบวนการ Black Lives Matter จริงๆ ก็เป็นการเมือง และการเมืองไม่ควรมาอยู่ในเกมฟุตบอล

หลังจบรอบแบ่งกลุ่มในยูโร มี เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ ผู้คนเชื่อว่า การไม่คุกเข่าน่าจะดีกว่า
เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่างอังกฤษกับเยอรมัน
ตอนที่อังกฤษนำ 2-0 กล้องถ่ายทอดสดได้จับภาพ เด็กผู้หญิงชาวเยอรมันร้องไห้ที่ทีมกำลังจะแพ้

โดยมีคุณพ่อกำลังปลอบอยู่ภาพเด็กผู้หญิงคนนี้ ถูกฉายขึ้นจอยักษ์ที่เวมบลีย์ด้วย
ปรากฏว่าแฟนบอลชาวอังกฤษโห่ร้องด้วยความสนุกสนาน พร้อมกับหัวเราะชอบใจที่เห็นเด็กตัวเล็กๆ แฟนบอลของคู่แข่งกำลังร้องไห้
ขณะที่ในโลกออนไลน์ ก็เต็มไปด้วยคำด่าเหยียดเชื้อชาติเช่น “สมน้ำหน้าแกแล้ว อีเด็กนาซี” บางคนก็บอกว่า “ไปตายห่าเสียไป ไอ้เด็กเปรต”

เรื่องนี้ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ว่า เฮ้ย แฟนบอลอังกฤษ และทีมชาติอังกฤษ ที่เห็นด้วยกับการคุกเข่าก่อนเกมจะเริ่ม
เพื่อป้องกันการเหยียดเชื้อชาติ แต่คุณก็ยังไปเหยียดคนอื่นเลย มีการยกคำว่า “นาซี” มาใช้ด้วย
แล้วแบบนี้คุณจะสนับสนุนการคุกเข่าไปทำไม ในเมื่อใจก็ไม่ได้คิดแบบนั้น

เดมเบเล่

ส่วนเหตุการณ์ที่สอง มีคลิปหลุดของอุสมาน เดมเบเล่ ปีกชาวฝรั่งเศส ที่ไปดูถูกคนญี่ปุ่น
โดยในคลิปนั้นเป็นเหตุการณ์ตอนที่บาร์เซโลน่ามาทัวร์เอเชีย โดยเดมเบเล่กับอองตวน กรีซมันน์
กำลังจะเล่นเกมวินนิ่งกัน แต่ทีวีในห้องพักมีปัญหา ก็เลยโทรตามเจ้าหน้าที่โรงแรมชาวญี่ปุ่นมาช่วยซ่อมทีวีหน่อย

ในคลิปเดมเบเล่พูดถึงพนักงานโรงแรมเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “ไอ้พวกหน้าตาอัปลักษณ์พวกนี้
ฉันต้องเรียกแกขึ้นมาเพื่อที่จะได้เล่นเกม PES เนี่ยะ แล้วนี่พวกมันพูดภาษาห่าอะไรวะนั่น อยากรู้จริงๆ

ว่าประเทศพวกแกมีเทคโนโลยีเข้าถึงบ้างหรือยัง” เมื่อพูดเสร็จ อองตวน กรีซมันน์ ก็ร่วมหัวเราะเป็นลูกคู่
พอคลิปนี้หลุดออกมา ก็เกิดคำถามว่า เฮ้ย เดมเบเล่ ก็คนผิวดำนะ แต่จากเรื่องที่เกิดขึ้น

คนผิวดำก็ยังเหยียดคนผิวอื่นอยู่เลย (ในกรณีนี้คือเอเชีย) แล้วแบบนี้จะอ้างได้หรอว่าตัวเองเป็นเหยื่อ
ณ จุดนี้ ฝ่ายต่อต้านจึงเริ่มมีเสียงมากกว่า โดยความเห็นในโลกออนไลน์จะเป็นในโทนว่า
คุณจะไปคุกเข่ารณรงค์ให้คนผิวดำทำไม สู้เตะฟุตบอลตามหน้าที่ของตัวเองไปดีกว่า
อย่าไปลากเอา Black Lives Matter เข้ามายุ่งกับเกมในสนามเลย

จากเหตุการณ์เด็กน้อยเยอรมัน และ เรื่องเดมเบเล่ที่ญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดแรง ต่อต้านการคุกเข่า
ซึ่งเราก็เห็นชัดเจนไปแล้ว ที่สนามโอลิมปิโก้ เมื่อคืนนี้ ว่าแฟนบอลอิตาลี และแฟนบอลยูเครน

โห่ใส่ทีมชาติอังกฤษยับในวินาทีที่คุกเข่า
ระหว่างที่อังกฤษกำลังคุกเข่ากันอยู่ นักเตะยูเครนเขี่ยเริ่มมันซะเลย โดยที่บางคนยังไม่ได้ลุกขึ้นมาด้วยซ้ำ
จนกรรมการต้องเอาบอลกลับมาเริ่มใหม่ ให้ทุกคนยืนพร้อมเพรียงกันก่อนค่อยเริ่มการแข่งขัน

ก็เห็นได้ชัดเจนนั่นแหละ ว่าฝั่งยูเครนคิดต่างกับอังกฤษ พวกเขาไม่เห็นว่าการคุกเข่ามันจะมีประโยชน์อะไรเลย
สำหรับเรื่องนี้ ก็เป็นดีเบทกันจนถึงปัจจุบัน ว่าในสนามฟุตบอลควรแสดงออกเรื่องการเหยียดคนผิวดำต่อไปหรือไม่
จุดยืนของทั้ง ทีมที่เข้ารอบรองชนะเลิศ มีดังนี้

อังกฤษ – คุกเข่าทุกเกมที่ลงเล่น

สเปน – ไม่คุกเข่าแม้แต่เกมเดียว ในทวิตเตอร์ของสเปน แฮชแท็กที่เคยขึ้นอันดับหนึ่งคือ
SiSeArrodillanApagaLaTele แปลว่าถ้าคุกเข่าเมื่อไหร่ เราปิดทีวี

กล่าวคือ แฟนบอลทีมชาติสเปนไม่พอใจ ที่เอาการเมืองมาเล่นในสนาม
เดนมาร์ก – ไม่คุกเข่าแม้แต่เกมเดียว แต่ในเกมที่เจอคู่แข่งที่คุกเข่า
เช่น เบลเยี่ยม กับเวลส์ พวกเขาเลือกใช้วิธีการปรบมือแทน ในมุมของเดนมาร์ก เชื่อว่าการคุกเข่าไม่ใช่การแก้ปัญหาเหยียดเชื้อชาติ
อิตาลี – ให้อิสระกับผู้เล่นตกลงกันเองว่าใครจะคุกเข่าก็ทำไป ใครจะไม่ทำก็ไม่เป็นไร จอร์โจ้ คิเอลลินี่

กล่าวว่า “ตอนเจอออสเตรีย เมื่อออสเตรียไม่คุกเข่า เราก็ยืนตรงด้วย แต่ตอนเจอเบลเยี่ยม
พวกเขาเลือกจะคุกเข่า เราก็จะคุกเข่าเพื่อให้เกียรติกับพวกเขา”

แต่ละประเทศ แต่ละชาติก็มีแนวทางที่ต่างกัน ซึ่งก็จะเลือกปฏิบัติออกมาในทิศทางที่ต่างกันด้วย
เอาล่ะครับ เมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ คำถามของผมถึงคุณผู้อ่านทุกท่านก็คือ คิดว่าการคุกเข่าก่อนเกมฟุตบอลมันมีประโยชน์หรือไม่
และเป็นธรรมเนียมที่ควรมีต่อไป หรือยกเลิกไปซะจะดีกว่า มาแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ แอดมินอยากอ่านแนวคิดของทุกคนครับผม