ambbet641.com

Roman Abramovich

Roman Abramovich

” Roman Abramovich รายได้สุทธิจากการขายสโมสร ทั้งหมดจะถูกมอบให้กับเหยื่อสงครามในยูเครน”
ย้อนกลับไปปี 2003 ชายคนหนึ่งตัดสินใจทุ่มเงินซื้อสโมสรเชลซี ถือเป็นความกล้าได้กล้าเสียในระดับหนึ่ง
เพราะการเข้ามาบริหารทีม “สิงโตน้ำเงินคราม”
ครั้งนั้น เขาต้องทุ่มเงิน 140 ล้านปอนด์ บวกกับส่วนของหนี้สิ้น 75 ล้านปอนด์
เขาบอกว่า เงินก้อนใหญ่ที่ถูกทุ่มลงไป ทั้งหมดเป็นการทำตามความทะเยอทะยาน 2 ประการ
คือการสร้างทีมระดับโลกในสนามแข่งขัน รวมถึงการสร้างบทบาทที่ดีกับชุมชน สิ่งเหล่านี้คือพันธกิจหลักในการบริหารงาน
“ประการแรก เมื่อคุณพูดอะไรออกไป คุณต้องทำตามให้ได้ หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดเยอะ
สิ่งที่คุณพูดจะเป็นอะไรที่สำคัญมาก” เขาเริ่มเล่า “ประการต่อมา ฟุตบอลถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
และสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอล ดังนั้น ฟุตบอลต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุน และมีส่วนร่วมกับมัน”
“สำหรับผมแล้ว ความทะเยอทะยานในตอนนี้ ยังคงเหมือนกับตอนที่ผมก้าวมาเป็นเจ้าของทีมเป็นครั้งแรก ผมหวังว่า คุณจะได้เห็นสิ่งที่เราลงมือทำ ทั้งใน และนอกสนามมาตลอด ถ้วยแชมป์สามารถพูดแทนได้หมดแล้ว มันแสดงให้เห็นว่า เราบรรลุอะไรได้บ้าง ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป้าหมายของผมคือการคว้าถ้วยรางวัลต่อไป รวมถึงการสร้างอนาคตด้วย”
สิ่งที่เขากล่าวไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปนัก ตั้งแต่การเข้ามาเป็นเจ้าของทีม เชลซี ภายใต้การบริหารของเขาเดินหน้ากวาดแชมป์ไปแล้ว 21 โทรฟี่ โดยรวมแชมป์รายการสำคัญอย่างพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, คอมมูนิตี้ ชิลด์, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูโรป้า ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และสโมสรโลก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถมั่นใจได้คือ เขาพร้อมทุ่มแบบไม่ลังเล ในการพาสโมสรก้าวไปข้างหน้า
เขาบอกว่า “เชลซี มีประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่ได้มีส่วนร่วมในสิ่งเหล่านั้น
สโมสรอยู่มาก่อนหน้าผม และจะคงอยู่ต่อไป เมื่อผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว งานของผมคือ การทำให้แน่ใจว่า เราจะประสบความสำเร็จมากที่สุด เท่าที่สามารถทำได้”
ปัจจุบัน เชลซี ถูกประเมินว่ามีมูลค่าสโมสรมากกว่า 2 พันล้านปอนด์ กระนั้น เขามองว่าฟุตบอลไม่ใช่เรื่องของการทำธุรกิจเสมอไป โดยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ฟุตบอลไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ แต่ฟุตบอลเป็นกีฬาของชุมชน แน่นอนว่าเชลซี ก็เป็นชุมชน เราต้องหล่อหลอมมันเข้าไว้ด้วยกัน นี่คือการลงทุนของเรา”
“เชลซี ไม่ใช่เพียงแค่ทีมฟุตบอลชาย เราประกอบด้วยทีมหญิง, ทีมเยาวชน, ศูนย์อะคาเดมี่
และการสนับสนุนผู้เล่นเก่าของสโมสร นั่นเป็นสิ่งที่เราทำตั้งแต่วันแรก อย่างที่ผมบอกไป
สโมสรแห่งนี้คือกลุ่มคน เราประกอบไปด้วยเด็ก, ผู้ชาย, ผู้หญิง, ผู้เล่นเก่า, นักเตะปัจจุบัน
และแข้งในอนาคต ทุกคนต้องได้รับการต้อนรับ นี่คือการทำงานของเรา”
“ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ผมเข้ามาซื้อสโมสรแห่งนี้ ผู้เล่นเก่าไม่ค่อยได้มีส่วนเกี่ยวข้องเท่าไหร่ พวกเขาไม่ได้ถูกรับเชิญมาชมเกมการแข่งขันด้วยซ้ำไป เราพยายามช่วยเหลืออดีตนักเตะเหล่านั้น เพราะพวกเขาเคยช่วยเหลือสโมสรมามากมาย เราต้องการให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมต่อไป”
จากวันนั้น จนถึงวันนี้ 19 ปีเต็มในฐานะเจ้าของสโมสรเชลซี เดินทางมาถึงวันเลิกรา เขาประกาศขายทีมที่เขาฟูมฟักมาเป็นอย่างดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหตุผลสำคัญคือความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย กับยูเครน ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง แน่นอนว่า
เขาในฐานะของคนดินแดนหมีขาว ก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อให้ “สิงโตน้ำเงินคราม” สามารถเดินหน้าต่อไป เขาต้องทำการตัดสินใจที่ยากสุดครั้งหนึ่งในชีวิต
ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุว่า “การขายสโมสร จะไม่ดำเนินด้วยความเร่งรีบ โดยจะเป็นไปตามกระบวนการ
ผมไม่ขอเรียกคืนเงินที่ทีมกู้ยืมไป นี่ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจ หรือเงินทอง สำหรับผมแล้ว นี่เป็นเรื่องของปรารถนาอันแรงกล้า ที่ผมมอบให้กับฟุตบอล และสโมสร”
“ผมมอบหมายให้ทีมของผม จัดตั้งมูลนิธิขึ้นมา รายได้สุทธิทั้งหมดที่ได้จากการขายสโมสร
จะถูกนำไปบริจาค เพื่อมอบให้กับเหยื่อสงครามทุกคนในยูเครน รวมถึงการระดมเงินทุน เพื่อให้เหยื่อสงครามที่มีความต้องการอย่างเร่งด่วน ตลอดจนการสนับสนุนในการฟื้นฟูระยะยาวด้วย” อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ
“ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า นี่คือการตัดสินใจที่แสนลำบาก ผมเจ็บปวดมาก ที่ต้องแยกทางกับสโมสรในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่านี่คือผลประโยชน์สูงสุดของสโมสร”
“ผมหวังว่าจะได้กลับไปที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเอ่ยคำร่ำลาด้วยตัวผมเอง
ถือเป็นเกียรติที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของเชลซี ผมภูมิใจกับทุกความสำเร็จของเรา สโมสร และแฟนบอล จะอยู่ในใจของผมตลอดไป”
“ขอบคุณนะครับ”
คนภายนอกอาจจะมองเขาเป็นคนรัสเซีย, เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นมหาเศรษฐี แต่สำหรับแฟนบอลเชลซี นี่คือเจ้าของทีมที่ดีที่สุดในโลก
Roman Abramovich