ambbet641.com

Romelu Lukaku ​

Romelu Lukaku

Romelu Lukaku นักฟุตบอลดาวรุ่งหลายคนในโลกนี้ เกิดมาจากครอบครัวที่ลำบาก พ่อแม่ไม่มีจะกิน บางคนเจอชีวิตที่รันทดก็ทำให้จิตใจเป๋ไปเลย
กลายเป็นเด็กเสียคนก็เยอะ แต่กับเด็กบางคนที่มีพลังใจมากกว่าใครๆ ก็จะไม่ยอมแพ้และสู้ต่อ จนพัฒนาตัวเองขึ้นมากลายเป็นยอดนักเตะได้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ Romelu Lukaku กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมก็เช่นกัน ชีวิตของเขา ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด
ครอบครัวของเขาอยู่ในขั้นไม่มีจะกิน คือไม่ใช่แค่จนเท่านั้น แต่มันหนักกว่านั้น มันไม่มีเงินเลย

คุณพ่อของลูกากูชื่อโรเจอร์ ส่วนคุณแม่ชื่ออะโดลฟีน ทั้งสองคนเป็นชาวคองโก แต่อพยพมาตั้งรกรากที่เบลเยี่ยมเพื่อหนีสงครามกลางเมือง
โดยโรเจอร์ มีอาชีพเป็นนักฟุตบอลในดิวิชั่นล่างสุดของเบลเยี่ยม กับสโมสรชื่อ เอฟซี บูม ส่วนคุณแม่ทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาด

นักฟุตบอลลีกล่างได้เงินจำกัดจำเขี่ยมาก ส่วนแม่บ้านก็ไม่ใช่งานที่ได้เงินเยอะ
ทั้งสองคนต้องประหยัดสุดชีวิต เพื่อเลี้ยงดูลูกชายทั้งสองคน Romelu กับ จอร์ด็อง ให้เติบใหญ่ขึ้นมาให้ได้
ลูกากูเคยเล่าชีวิตของตัวเองเอาไว้ ผ่านเว็บไซต์ The Player’s Tribune ซึ่งเป็นสตอรี่ที่งดงาม
และเห็นถึงความใจสู้ของเขาอย่างแท้จริง และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงชีวิตของ Romelu Lukaku

[ ผมมีเรื่องอยากจะเล่า – Romelu Lukaku ]
“ตอนผม 6 ขวบ เวลาพักเที่ยงที่โรงเรียน ผมก็จะกลับบ้านมากินมื้อเที่ยงที่บ้าน ซึ่งปกติแม่ของผม ก็จะเตรียมเมนูเดิมๆ ไว้ทุกวัน
นั่นคือขนมปังกับนม ด้วยความที่ผมยังเป็นเด็ก ก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดแต่ว่า แม่คงจะพอมีเงินซื้อมาได้

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมกลับมาถึงบ้าน เดินเข้าไปในครัว และเห็นแม่ของผมนั่งอยู่ที่หน้าตู้เย็น พร้อมกับนมหนึ่งกล่อง ทุกอย่างดูเหมือนปกติไม่มีอะไร
แต่คราวนี้ผมเห็นแม่ผสมอะไรบางอย่างลงไปในกล่องนม จากนั้นก็เขย่ามันให้เป็นเนื้อเดียวกัน คือผมยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
สักพักแม่ก็เอาอาหารเที่ยงมาให้ผม และยิ้มให้ผมเหมือนกับว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่จากนั้นแค่พริบตาผมก็รู้ได้ทันที ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ที่คุณแม่ทำ คือผสมน้ำเปล่ากับนม ให้มันมีปริมาณเยอะๆ จะได้เก็บไว้ให้ผมกับน้องชายกินตลอดสัปดาห์
นั่นเพราะที่บ้านเราไม่มีเงินจะซื้อนมอีกแล้ว คือเราไม่ใช่แค่จนนะตอนนั้น แต่เราไม่มีเงินเลย ไม่มีเลยจริงๆ

คุณพ่อของผม เป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนั้นก็ใกล้แขวนสตั๊ดแล้ว และเงินที่พ่อเคยเก็บ ก็หมดไปแล้วด้วย
ดังนั้นเราต้องลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน อย่างแรกที่ต้องตัดทิ้งก่อนเลย คือเคเบิ้ลทีวี เราไม่มีฟุตบอลให้ดูอีกต่อไป
เราไม่ได้ดูรายการแมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มันกลายเป็นทีวีที่ว่างเปล่า

หลังจากตัดเคเบิ้ลทีวี ก็ตามมาด้วยไฟฟ้า บ้านเราเคยไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ จนโดนตัดไฟไป 2สัปดาห์ เวลาที่ผมจะอาบน้ำช่วงนั้น
ก็ใช้งานเครื่องทำน้ำอุ่นไม่ได้ ต้องใช้วิธีต้มน้ำร้อนจากกาต้มน้ำ แล้วก็ค่อยๆ ใช้แก้วตักน้ำอุ่นมาราดลงหัว ทีละแก้ว ทีละแก้ว

เรื่องอาหารการกินก็ลำบาก มีหลายครั้งมาก ที่คุณแม่ต้องไปขอยืมขนมปังจากร้านเบเกอรี่ใกล้บ้าน
ซึ่งโชคดีที่เจ้าของร้านเบเกอรี่ รู้จักผมกับน้องชาย ดังนั้นเขาจึงให้เรายืมขนมปังไปกินในวันจันทร์ แต่แม่ก็ต้องหาเงินมาจ่ายให้ทันในวันศุกร์

ผมรู้ว่าบ้านของเราไม่ใช่คนรวยอะไร แต่ทันทีที่ผมเห็นแม่ ผสมน้ำลงไปในนม ผมถึงได้เข้าใจถ่องแท้ว่า นี่แหละความจริง
ชีวิตของเรามันเป็นแบบนี้เอง เราไม่ใช่แค่ไม่รวย แต่เราไม่มีเงินเลย

ตอนนั้น ผมไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำเดียว เพราะผมไม่อยากให้แม่เครียด ผมก็แค่กินอาหารเที่ยงของผมไป แต่วินาทีนั้น ผมรู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรต่อไป ผมสาบานกับพระเจ้าเอาไว้ และสัญญากับตัวเองอย่างหนักแน่นเลยว่า ไม่อยากเห็นคุณแม่ต้องมีชีวิตที่ลำบากแบบนี้อีกแล้ว ไม่ ไม่ ไม่ ผมปล่อยให้มันเป็นแบบนี้อีกไม่ได้

โรเมลู ลูกากู

ผมเคยได้ยินบ่อยๆนะ ว่าคนในวงการฟุตบอลชอบพูดว่า นักเตะจะเก่งได้ ต้องมีจิตใจแข็งแกร่ง คือผมนี่แหละ เป็นผู้ชายที่จิตใจแกร่งที่สุดเท่าที่คุณจะหาเจอได้
เพราะผมจำความรู้สึกได้ดี ตอนที่นั่งอยู่ในบ้านที่มืดมิดกับน้องชายและแม่ เราเฝ้าแต่อธิษฐานต่อสวรรค์ และคิดว่าสักวันสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นกับบ้านของเราบ้าง

แม้จะรู้ว่าบ้านเรามีความลำบากเรื่องการเงิน แต่ผมก็เก็บเรื่องเหล่านี้ไว้กับตัว ไม่ไปกดดันพ่อแม่ แต่แล้วผ่านไปอีกไม่กี่วัน
ตอนผมกลับบ้านจากโรงเรียน เห็นแม่นั่งร้องไห้อยู่ เขาก็คงไม่ไหวแล้วกับสถานการณ์การเงินที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมเลยบอกแม่ไปว่า
“แม่ ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไป เดี๋ยวแม่จะได้เห็นเลย ผมจะเล่นฟุตบอลอาชีพกับอันเดอร์เลตช์ มันจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้หรอก
เดี๋ยวเราก็จะโอเคแล้วนะ แม่ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว”

ตอนที่พูดประโยคนี้ ผมอายุ 6 ขวบ จากนั้นผมก็ถามคุณพ่อว่า
“พ่อเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพตอนอายุเท่าไหร่นะ” ซึ่งพ่อตอบกลับมาว่า “ตอนอายุ
 16” ผมก็เลยบอกพ่อแม่ไปว่า ” โอเค งั้นผมจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพตอน 16 ปีเหมือนกัน”
นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของผม และเมื่อผมเติบโตมาอย่างแร้นเค้นแบบนี้ ทำให้เวลาเล่นฟุตบอลในสนาม ทุกเกมของผม
มีความหมายเหมือนนัดชิงชนะเลิศเสมอ 
เวลาผมเล่นในสวนสาธารณะความรู้สึกของผมคือต้องเล่นเต็มที่เหมือนเล่นนัดชิง
เวลาผมเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนผมเล่นเต็มที่เหมือนนัดชิงเช่นกัน ผมเป็นพวกจริงจังสุดขั้วมาก ผมตั้งใจจะเล่นงานอีกฝ่ายให้ตายกันไปเลย

อย่างเวลาผมยิงประตู ผมยิงเต็มข้อเสมอ เด็กๆ ที่โรงเรียนจะชอบยิงบอลปั่นโค้ง แบบกด R1 ในเกม FIFA แต่ที่่บ้านผมไม่มีเครื่องเพลย์สเตชั่นนี่
ผมไม่รู้หรอกต้องปั่นโค้งอะไรยังไง ผมยิงเต็มแรงทุกครั้งนั่นแหละ

เวลาผ่านไป ผมเริ่มตัวโตมากขึ้น เวลาลงสนามเตะฟุตบอล คุณครู หรือพ่อแม่ของนักเรียนคนอื่น จะมากดดันผมเสมอ
ผมไม่เคยลืมเลยว่ามีผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดกับผมว่า “เฮ้ แกอายุเท่าไหร่แล้วน่ะ เกิดปีอะไรกันแน่” ผมก็คิดในใจ
“อะไรนะ ทำไมถามแบบนั้น” 
ตอนผมอายุ 11 ผมเล่นอยู่กับทีมเยาวชนของลีร์เซ่ เจอพ่อแม่ของทีมคู่แข่ง ห้ามผมไม่ให้ลงไปในสนาม เขาบอกว่า “
ไอ้เด็กคนนี้อายุเท่าไหร่ ขอดูเอกสารยืนยันตัวตนซิ เขามาจากไหนกันแน่”

ผมคิดว่า “แล้วคิดว่าผมจะมาจากไหนล่ะ ผมเกิดที่อันเวิร์ป ผมก็มาจากเบลเยี่ยมนี่แหละ”
ถ้าเวลาต้องไปแข่งเกมเยือน พ่อของผมจะไม่ได้ไปด้วย เพราะที่บ้านเราไม่มีรถ ดังนั้นผมก็เลยเหมือนต้องสู้อยู่คนเดียว
แต่ผมก็ยืนหยัดไม่ยอมแพ้นะ ผมก็ไปหยิบเอกสารจากกระเป๋า แล้วเอาให้ผู้ใหญ่พวกนั้นดู พอพวกเขาได้รับเอกสารจากผม
ก็ส่งต่อๆกันไปหลายๆคน เพื่อรุมวิจารณ์ ราวกับไม่เชื่อว่าผมเป็นเยาวชนจริง ซึ่งตอนนั้นผมโกรธจัดถึงขั้นคลั่งเลยล่ะ

ผมคิดว่า “โอเค ฉันจะฆ่าลูกชายของพวกแกในสนามให้เละไปเลย เวลาพวกแกขับรถกลับบ้าน ต้องคอยปลอบใจลูกชายที่นั่งร้องไห้ในรถ”
เมื่อเล่นฟุตบอลไปเรื่อยๆ เป้าหมายของผมก็ค่อยๆใหญ่ขึ้น คุณเชื่อไหมว่าผมอยากเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเบลเยี่ยม
 ไม่ใช่แค่เล่นดี ไม่ใช่แค่เล่นเยี่ยม แต่ต้องเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดด้วย

ทำไมผมตั้งเป้าหมายแบบนั้นน่ะหรอเพราะผมอยากให้ชีวิตตัวเองหลุดออกมาจากอพาร์ทเมนต์ที่มีหนูวิ่งไปทั่ว
อยากให้ตัวเองได้ดูฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีกแบบชาวบ้านเขาบ้าง และอยากเปลี่ยนสายตาของพวกพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กคนอื่นที่มองผมเหมือนเป็นตัวประหลาด

เมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ผมก็จะไปให้ถึงให้ได้ ตอนผมอายุ 12 ผมลงเล่นไป 34 เกม ยิงไป 76 ประตู โดยทุกประตูที่ผมยิงได้
เชื่อไหม ว่าผมใช้สตั๊ดเก่าของคุณพ่อ คือตอนผมอายุ
 12 ไซส์ของเท้าก็ใหญ่เท่ากับพ่อแล้ว เราก็เลยใส่คู่เดียวกันได้เลย
นอกจากคุณพ่อกับคุณแม่แล้ว คนที่สำคัญกับผมมากที่สุดในชีวิตอีกคนหนึ่ง ก็คือคุณตา ท่านอยู่ที่คองโก
ซึ่งเป็นประเทศที่พ่อแม่ของผมเกิด ก่อนทั้งคู่จะอพยพมาเบลเยี่ยม

Romelu Lukaku

ผมกับคุณตา เราสองคนชอบคุยโทรศัพท์กันเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าวันหนึ่งเล่าให้คุณตาฟังว่า
“ผมทำผลงานได้ดีมากเลยช่วงนี้ ยิงไป
 76 ประตู และคว้าแชมป์ลีกเยาวชน บรรดาทีมใหญ่ๆ ก็เริ่มจับตาผมกันเยอะเลย”
ตามปกติแล้ว เราสองคนจะคุยกันเรื่องฟุตบอลตลอด แต่คราวนี้มาแปลก เพราะเขาพูดขึ้นมาว่า
“ใช่ มันเยี่ยมไปเลยนะรอม ว่าแต่หลานพอจะทำอะไรสักอย่างให้ตาได้ไหม” ผมก็ตอบกลับไปว่า
“ได้สิครับ ให้ผมทำอะไรหรอ
?” คุณตาพูดขึ้นมาว่า “หลาน พอจะช่วยดูแลลูกสาวของตาได้ไหม”
ผมเองสับสนขึ้นมา เอ๊ะ คุณตากำลังพูดอะไรอยู่นะ ลูกสาวของคุณตา ก็หมายถึงคุณแม่ของผมน่ะสิ ผมตอบกลับไปว่า
 “แม่น่ะหรอ
พวกเราสบายดีนะ เราโอเคดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
แต่คุณตาสวนกลับมาอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ใช่แบบนั้น หลานให้คำสัญญาได้ไหม ว่าจะดูแลลูกสาวของฉันให้ดีที่สุด
ดูแลเธอแทนฉันด้วย หลานทำได้ไหม
?” ผมตอบกลับไปว่า “ได้เลย คุณตา ผมรับปาก ผมสัญญา”
จากนั้น 5 วัน หลังจากโทรศัพท์คุยกัน คุณตาก็เสียชีวิต ผมถึงเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านพูดในโมเมนต์นั้น มันหมายความถึงอะไรกันแน่
มันคือการฝากฝังคำขอร้องสุดท้ายในชีวิต เวลาคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทำให้ผมเศร้า เพราะถ้าท่านมีอายุมากกว่านั้นอีก
 4 ปี
ก็จะได้เห็นผมลงเล่นกับอันเดอร์เลตช์แล้ว และจะได้เห็นกับตาตัวเองว่าผมรักษาสัญญาดีแค่ไหน

ผมบอกแม่ ว่าจะเป็นนักเตะอาชีพให้ได้ ตอนอายุ 16 ผมเกือบทำได้นะ ช้าไปหน่อยแค่ 11 วันเท่านั้น วันแห่งความทรงจำของผม
คือวันที่
 24 พฤษภาคม 2009 มันเป็นเกมเพลย์ออฟ รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างอันเดอร์เลตช์ กับ สตองดาร์ด ลีแอช
ย้อนกลับไปเล็กน้อยก่อนจะถึงวันนั้น ในช่วงต้นฤดูกาล 200809 ผมยังเล่นอยู่กับทีม u19 ของอันเดอร์เลตช์
แต่ก็ไม่ค่อยได้ลงสนามเท่าไหร่ ผมเลยคิดในใจว่า “ผมจะรักษาสัญญากับแม่ได้ยังไง ว่าจะเป็นนักเตะอาชีพตอนอายุ
 16 ถ้าผมยังนั่งเป็นสำรองให้ทีม u19 อยู่แบบนี้”
ดังนั้นผมเลยไปขอท้าพนันกับโค้ช ผมบอกเขาว่า “ผมการันตีให้คุณว่าถ้าคุณส่งผมลงเล่น ผมจะยิงประตูได้ 25 ลูก
ไม่เกินเดือนธันวาคม” โค้ชได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ คือหัวเราะจริงๆ แบบคิดว่ามันตลกมาก ผมก็เลยพูดย้ำไปอีกว่า “งั้นมาเดิมพันกันดูดีไหม”

เขาพูดว่า “ได้เลย แต่ถ้านายยิงไม่ถึง 25 ลูกในเดือนธันวาคม
นายต้องนั่งสำรองไปตลอดนะ” ผมตอบกลับว่า “โอเค แต่ถ้าผมเดิมพันชนะ คุณต้องทำความสะอาดรถบัสรับส่งนักเตะทุกคัน
และคุณต้องทำแพนเค้กให้นักเตะเยาวชนกินทุกวันด้วย”

เขาตอบตกลงในเงื่อนไข และนั่นคือการเดิมพันที่โง่ที่สุดที่โค้ชของผมเคยทำเลยล่ะ เพราะผมยิงประตูได้ 25 ลูก
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และทุกคนได้กินแพนเค้กกันก่อนที่จะถึงคริสต์มาสด้วยซ้ำ

นั่นเป็นบทเรียนให้ทุกคนได้เรียนรู้ว่า อย่ามาลองดีกับนักเตะที่ทั้งหิวและกระหายแบบผม!
พอทำประตูได้ต่อเนื่องกับทีมเยาวชน ต้นสังกัดคืออันเดอร์เลตช์ จับผมเซ็นสัญญาอาชีพในวันเกิดของตัวเอง 13 พฤษภาคม
และทันทีที่ผมได้เงิน ผมเอาไปซื้อเกม
 FIFA และ ต่อเคเบิ้ลทีวี เติมเต็มสิ่งที่ผมขาดไปตอนเด็กทันที
ในช่วงที่เซ็นสัญญา มันเป็นช่วงใกล้จบฤดูกาล 200809 พอดี ผมอยู่บ้านนั่งชิลล์เล่นเกม FIFA ก็จริง
แต่ในลีกเบลเยี่ยมตอนนั้น กำลังลุ้นแชมป์กันสนุกมาก อันเดอร์เลตช์ กับสตองดาร์ด ลีแอช มีแต้มเท่ากันในลีก
และตามกฎของลีก ถ้ามีแต้มเท่ากัน ทั้ง
 2 ทีมต้องเล่นเพลย์ออฟ เหย้า-เยือน เพื่อตัดสินหาแชมป์

Romelu Lukaku u19

เกมเลกแรก ผมนั่งดูอยู่บ้านเหมือนเป็นแฟนบอลคนหนึ่ง จากนั้นก่อนที่เกมเลกสองจะเริ่มขึ้นไม่กี่วัน ผมได้รับโทรศัพท์จากโค้ชทีมสำรอง
“สวัสดี รอม นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ” ผมตอบกลับไปว่า “ผมว่าจะไปเตะบอลที่สวนสาธารณะสักหน่อย”
แต่เขาก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ รีบเก็บกระเป๋าของนายเลย เดี๋ยวนี้!”

“ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า”
“ไม่ ไม่ นายแค่ต้องมาสนามตอนนี้ เพราะทีมชุดใหญ่อยากได้ตัวนาย”
“อะไรนะ ผมหรอ!?
“ใช่ นายนั่นแหละ รีบมาเร็ว”
ผมรีบวิ่งสปรินท์เข้าไปที่ห้องนอนของพ่อ แล้วตะโกนว่า “พ่อ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย เราต้องไปกันแล้ว” ซึ่งเขาก็ตอบว่า
“หืมม จะไปไหนนะ” ผมตอบว่า “ไปที่สโมสรอันเดอร์เลตช์ไงพ่อ!”

ผมไม่เคยลืมโมเมนต์นั้นเลย ผมไปถึงที่สนาม วิ่งปรี่ไปที่ห้องแต่งตัวของทีมชุดใหญ่ คนแรกที่ผมเจอคือ คนดูแลชุดแข่งของสโมสร
เขาถามผมว่า “โอเค ไอ้หนุ่ม นายอยากได้เบอร์เสื้ออะไรดี” ผมตอบกลับไปว่า “เอาเบอร์
 10 ให้ผม” ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะคึกคะนองอะไรขนาดนั้น
แต่คนดูแลชุดแข่ง บอกว่านักเตะจากอะคาเดมี่ต้องใส่เสื้อเบอร์ 30 ขึ้นไป ผมเลยตอบว่า “โอเค งั้น 3 บวก 6 เป็น 9 ผมว่ามันเป็นเลขดีนะ งั้นผมขอเบอร์ 36 ก็แล้วกัน”
คืนก่อนแข่ง นักเตะทีมชุดใหญ่จะนอนรวมกันที่โรงแรม ซึ่งบรรดารุ่นพี่ก็ให้ผมร้องเพลงโชว์ 1 เพลง ในช่วงดินเนอร์ เชื่อไหม
ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมร้องเพลงอะไรไป ตอนนั้นหัวของผมกำลังหมุนแบบสุดๆเลย

วันรุ่งขึ้น นักเตะขึ้นรถบัส ไปสู่สนามของสตองดาร์ด ลีแอช ผู้เล่นทุกคนใส่สูทอย่างดี ยกเว้นแต่ผมคนเดียว ที่ใส่ชุดวอร์มเห่ยๆ
ละเมื่อถึงสนาม จากลานจอดรถถึงห้องแต่งตัว เราต้องเดินไปเป็นระยะประมาณ
 300 เมตร ซึ่งระหว่างทางก็จะมีกล้องถ่ายทอดสดอยู่เรื่อยๆ
ละพอผมเดินถึงห้องแต่งตัว โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นรัวๆเลย เพราะเพื่อนๆ ทุกคนเห็นผมออกทีวีแล้ว ผมได้
 25 ข้อความ ใน 3 นาที คนที่รู้จักผมต่างช็อกกันหมด
“เฮ้ย แกไปทำอะไรในเกมนั้นวะ! รอม ทำไมแกออกทีวีได้” มีข้อความแบบนี้เต็มไปหมด แต่คนที่ผมส่งข้อความกลับไปมีคนเดียว
คือเพื่อนสนิทที่สุดของผม ผมตอบว่า “ฉันไม่รู้ว่าจะได้ลงเล่นหรือเปล่าว่ะ แต่เอาเป็นว่าแกดูทีวีไปเรื่อยๆแล้วกัน”

และในนาทีที่ 63 ผู้จัดการทีมก็ส่งผมลงเล่น ผมได้ลงสนามครั้งแรกให้กับทีมอันเดอร์เลตช์ชุดใหญ่ ด้วยวัย 16 ปี กับอีก 11 วัน
จริงอยู่ ว่าเราแพ้สตองดาร์ด ลีแอช ในเกมวันนั้น แต่ความรู้สึกส่วนตัวของผม เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว
เพราะผมรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคุณแม่และคุณตาได้ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมั่นใจแล้วว่า ชีวิตของพวกเราจากนี้ไป จะมีแต่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

คุณรู้ไหมว่า อะไรที่ทำให้ผมรู้สึกตลกช่วงที่ผมเป็นเด็ก ผมไม่ได้ดูฟุตบอลรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มา 10 ปีเต็ม เพราะที่บ้านเราไม่มีปัญญาติดเคเบิ้ลทีวี เวลาผมมาโรงเรียน แล้วเด็กคนอื่นๆ คุยกันเรื่องเกมนัดชิง ผมไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ย้อนกลับไปในปี 2002 ตอนเรอัล มาดริด เจอเลเวอร์คูเซ่น ทุกคนในห้องจะพูดว่า “ลูกวอลเลย์ลูกนั้น พระเจ้า มันเหลือเชื่อจริงๆ” ซึ่งผมก็ต้องแกล้งทำเป็นว่ารู้เรื่อง ในสิ่งที่ทุกคนคุยกัน
สัปดาห์ต่อมา ตอนผมนั่งเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เพื่อนในห้องคนหนึ่ง ดาวน์โหลดวีดีโอเกมนัดนั้นมาจากอินเตอร์เนต นั่นแหละ
ทำให้ผมได้เห็นลูกวอลเลย์เท้าซ้ายของซีดาน ที่ยิงเลเวอร์คูเซ่นเสียที

หรือในฟุตบอลโลก 2002 ก็เช่นกัน ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ผมได้แต่ฟังเด็กคนอื่นคุยกัน ว่าทัวร์นาเมนต์มันสนุกอย่างไร
จนมาถึงนัดชิงที่บราซิลเจอเยอรมัน ผมถึงไปขอดูที่บ้านเพื่อน และได้เห็นโรนัลโด้ยิง 
ประตูในเกมนั้น

Romelu Lukaku ​ Belgium

ใครจะไปเชื่อ ว่าจากเด็กที่ไม่มีปัญญาดูแชมเปี้ยนส์ลีกทางโทรทัศน์ วันหนึ่งจะได้ลงแข่งในรายการแชมเปี้ยนส์ลีก และใครจะไปคิดว่า
เด็กที่ไม่ได้ดูฟุตบอลโลกในปี
 2002 อีกแค่ 12 ปีต่อมา เด็กคนนั้นจะติดทีมชาติเบลเยี่ยมไปเล่นฟุตบอลโลกด้วยตัวเอง ชีวิตมันก็น่าตลกดีแบบนี้
และอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ในชีวิตที่เกิดขึ้นกับผม คือตอนผมเป็นเด็ก ผมเคยได้ยินชื่อเธียร์รี่ อองรี ตลอดเวลา
แต่ผมมีโอกาสได้ดูเขาเล่นน้อยมาก เพราะที่บ้านผมไม่มีเคเบิ้ลทีวี แต่ตอนนี้ผมได้เรียนรู้จากเขาทุกวัน กับทีมชาติชุดใหญ่
เพราะเธียร์รี่มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ช คือใครจะเชื่อว่าในที่สุด ผมก็มีโอกาสได้ยืนเคียงข้างกับตำนานลูกหนังแบบใกล้ชิดขนาดนี้

เธียร์รี่สอนผมในการเคลื่อนที่ เขาบอกว่าถ้าเป็นเขาในจังหวะนี้จะวิ่งแบบไหน ซึ่งผมคิดว่า เธียร์รี่ น่าจะเป็นผู้ชายคนเดียวในโลก
ที่ดูฟุตบอลมากกว่าผม เราคุยกันทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องฟุตบอลดิวิชั่น
 2 ของเยอรมัน ก็ยังคุยกันมาแล้ว
ครั้งหนึ่งผมเคยแกล้งถามเขาว่า “เธียร์รี่ คุณรู้แท็กติกของฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟไหม” เขาตอบกลับมาว่า “อย่าพูดโง่ๆ น่า ฉันต้องรู้อยู่แล้ว”
สำหรับผมนั่นเป็นคำตอบที่เจ๋งที่สุดในโลกเลย ทีมเล็กแค่ไหน แต่เธียร์รี่ รู้จักหมด

สุดท้ายนี้ ความสุขที่เกิดขึ้นกับชีวิตผมทั้งหมดเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ผมเศร้าใจมีแค่อย่างเดียว
คือผมอยากให้คุณตาที่เสียชีวิตไปแล้ว ได้มีโอกาสเห็นมันจริงๆ อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ

การได้เล่นในพรีเมียร์ลีก ได้เล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก และได้เล่นในฟุตบอลโลก เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากให้คุณตาได้เห็น สิ่งที่ผมอยากให้เขาเห็นคือ “ชีวิตของผมตอนนี้”

ผมหวังแค่ว่า ถ้ามีโอกาสได้โทรศัพท์คุยกับเขาอีกแค่ครั้งเดียว ผมจะบอกท่านว่า “เห็นไหม ผมบอกแล้ว ว่าลูกสาวของคุณตาจะมีความสุขอย่างแน่นอน จะไม่มีหนูสกปรกที่อพาร์ทเมนต์ จะไม่มีการโดนตัดไฟ จะไม่มีการต้องประหยัดจนเอานมมาผสมกับน้ำ และจะไม่มีความเครียดใดๆ เข้ามาอีก เราทุกคนค้นพบความสุขแล้วจริงๆ”
“แล้วคุณตารู้ไหม ว่าเดี๋ยวนี้ เวลาผมไปแข่งที่ไหน ไม่มีใครต้องมาขอดูเอกสารรับรองตัวตนของผมอีกแล้วนะ เพราะตอนนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อโรเมลู ลูกากูแล้วล่ะ”
นี่คือความในใจที่ลูกากู เล่าผ่านตัวอักษรออกมา เราจะเห็นว่า กว่าที่เขาจะมาถึงวันนี้ได้ ชีวิตก็ไม่ง่ายจริงๆ
ตัวเขาก็ต้องสู้ พ่อแม่ก็ต้องสู้ ต่างคนต่างพยายาม จนในที่สุด วันที่ลืมตาอ้าปากได้ก็มาถึง
จากเด็กที่เคยไม่มีกิน ปัจจุบันลูกากูได้รายได้ สัปดาห์ละ 250,000 ปอนด์ เขาและครอบครัวไม่มีห่วงอะไรอีกแล้ว
ขณะที่อีกหนึ่งเป้าหมายในชีวิตของเขา กับการเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์เบลเยี่ยม ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีลุ้นแค่ไหน
ลูกากูช่วยอินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรียอา ในซีซั่นที่ผ่านมาพร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี
ผลงานของเขาพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้ว คือเรื่องผลงานระดับสโมสร ไม่มีใครตั้งคำถามในฝีเท้าของเขาอีกต่อไป

แต่แน่นอน การจะถูกยกให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดของประเทศ คุณต้องพาเบลเยี่ยมคว้าแชมป์เมเจอร์อะไรสักอย่างก่อน
ถ้าพาเบลเยี่ยมไปถึงแชมป์ยูโรได้ และลูกากูฟอร์มเด่นกว่าเพื่อนร่วมทีมทั้ง เควิน เดอ บรอยน์ และ เอแด็น อาซาร์ อย่างเด่นชัดจริงๆ
จนเบียดได้บัลลงดอร์แล้วล่ะก็ 
บางทีสิ่งที่เคยวาดหวังไว้ตอนเด็ก กับการไปสู่จุดสูงสุดของประเทศ ก็อาจไม่ได้เป็นแค่ความฝันอีกต่อไป