ambbet641.com

Socrates

Socrates

Socrates คุณหมอยอดนักเตะ 
ถ้าพูดถึงนักเตะบราซิลที่เป็นอัจฉริยะ แว้บแรกเราจะนึกถึง Pelé, Ronaldo, Romário หรือ Ronaldinho นักเตะเหล่านี้มีฝีเท้าที่เก่งกาจจนคนทั้งโลกยอมรับ
นั่นคืออัจฉริยะเรื่องฝีเท้า แต่ถ้าเป็นอัจฉริยะในเรื่องมันสมองด้านอื่นๆ
ที่นอกเหนือจากฟุตบอลแล้วล่ะก็ ไม่มีใครเกิน “Socrates” สุดยอดนักเตะในยุค 80 อีกแล้ว
Socrates เป็นกัปตันทีมชาติบราซิลในฟุตบอลโลก 1982 หนึ่งในทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก แต่ไม่ได้แชมป์
ฉายาที่คนเรียก Socrates คือ “คุณหมอ” คือเรื่องที่เขาฉลาดก็ใช่ แต่เหตุผลหลัก คือเพราะเขาเรียนจบแพทย์จริงๆ
ระหว่างที่เล่นฟุตบอล เขาแบ่งเวลาไปเรียนปริญญาตรี
ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาเปาโลไปด้วย และเรียนจบอย่างสง่างาม
มีวุฒิอยู่ในมือ คือพอเลิกเล่นฟุตบอลปั๊บ ก็เป็นหมอต่อได้เลย
จะมีนักฟุตบอลสักกี่คนบนโลก ที่สามารถเอาดีทั้งสองด้านได้พร้อมกันขนาดนี้?
ไม่ใช่แค่ฟุตบอลกับการแพทย์ แต่ Sócrates ยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นคอลัมนิสต์ให้สื่อบราซิลหลายหัว แม้แต่หนังสือเป็นเล่มๆ ก็เคยเขียนมาแล้ว
ทั้งหมดนี้ว่าน่าทึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่รักของคนบราซิลมากที่สุด นั่นคือเจ้าตัวเป็นนักกีฬาแค่ไม่กี่คน
ที่ทำให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าของประชาธิปไตย และคอยตอกย้ำว่าระบบเผด็จการทหาร มันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างเดียว

Socrates เกิดที่เมืองเบเลมในปี 1954 ก่อนจะย้ายมาอยู่เซาเปาโลตั้งแต่เล็กๆ
คุณพ่อของ Sócrates ชื่อไรมุนโด้ เขาเป็นคนรักการอ่าน ชอบเก็บสะสมหนังสือ
จนเปิดห้องสมุดเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาในชุมชน และเปิดบริการให้ คนในหมู่บ้านมาหาความรู้ได้ที่ห้องสมุดของตัวเอง
ในห้องสมุดของไรมุนโด้ เต็มไปด้วยหนังสือปรัชญา หนังสือการเมือง ตัว Sócrates เองก็ซึมซับนิสัยรักการอ่านมาจากคุณพ่อนี่ล่ะ
31 มีนาคม 1964 Socrates อายุ 10 ขวบ ที่บราซิลเกิดเหตุรัฐประหาร กองทัพบกบราซิล
ยึดอำนาจจากรัฐบาลได้สำเร็จ สิ่งที่ Sócrates ไม่เข้าใจอย่างมากคือ ทำไมทหารยึดอำนาจได้แล้ว คุณพ่อของเขาถึงต้องทำลายหนังสือในห้องสมุดของตัวเอง

socrates brazil

Socrates เล่าว่า “ในปี 1964 ตอนมีการรัฐประหาร ผมเห็นคุณพ่อเผาทำลายหนังสือมากมาย
มันเป็นเรื่องที่พิลึกมาก เพราะห้องสมุดนี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อรักมากที่สุด ผมจึงรู้สึกได้ว่า มันมีอะไรที่ผิดเพี้ยนแล้วแน่ๆ แต่ผมมาเข้าใจชัดเจนหลังจากช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย”
สาเหตุที่พ่อต้องทำลายหนังสือเกี่ยวกับการเมือง และปรัชญา เพราะทหารไม่อยากให้คนฉลาด
ถ้าผู้คนเรียนรู้ว่าโลกภายนอกที่ใช้ประชาธิปไตย เขารุ่งเรืองแค่ไหน แล้วใครจะสนับสนุนเผด็จการทหาร
ดังนั้น ทหารจึงจ้องจะเช็กบิลคนที่ให้ความรู้กับประชาชนอยู่แล้ว คุณพ่อของ Socrates จึงต้องตัดใจทำลายหนังสือ ทั้งๆที่ มันเป็นสิ่งที่เขารัก
“ตั้งแต่นั้นมาผมสนใจเรื่องการเมืองมาตลอด ส่วนฟุตบอลมันได้เริ่มต้นเล่นมันเพราะความบังเอิญ” Socrates กล่าว
Socrates ตอนเด็กเห็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคมบราซิลมาตลอด คนมีอำนาจยิ่งมีสูงขึ้น คนยากจนก็ยิ่งจนลง
ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นมหาศาล ดังนั้นเขาจึงเลือกจะเรียนแพทย์เพราะอยากช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้สังคมดีขึ้นกว่าเดิม

ระหว่างเรียนหมอ Socrates มีโอกาสจับพลัดจับผลู ได้เล่นฟุตบอล แล้วไปเตะตาแมวมองของทีมโบตาโฟโก้ และดึงตัวไปเล่นฟุตบอลอาชีพตอนอายุ 20 ปี
เอาจริงๆ การที่คุณเริ่มสตาร์ตฟุตบอลอาชีพตอน 20 ถือว่าช้าเกินไปมาก คือเด็กๆ บราซิลเข้าอะคาเดมี่กันตั้งแต่ยังไม่สิบขวบ แต่ Socrates ก็สามารถผลิบานได้
Socrates ไม่ได้อยากเป็นนักเตะอาชีพเพราะรักฟุตบอล เขายอมรับว่าตัวเองเป็นพวก AntiAthlete ไม่ได้รักกีฬาอะไรขนาดนั้น ยังชอบดูดบุหรี่ 2 ซองต่อวันอยู่
แต่การที่เขาเลือกจะเล่นฟุตบอลจริงจัง เพราะเขาเห็นว่า ถ้าเป็นที่ประเทศบราซิล การเป็นนักฟุตบอล มันมีพลังยิ่งกว่าการเป็นหมอเสียอีก
กล่าวคือหมอก็เป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ แต่คุณช่วยคนได้ทีละคน ตรงข้ามกับนักฟุตบอลที่คนทั้งประเทศจะฟังคุณ
มันอาจเป็นช่องทางในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างรวดเร็วมากๆ ก็ได้

Socrates จึงเริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังมากขึ้น พร้อมกับเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ไปพร้อมๆกันด้วย
ในปี 1978 Sócrates วัย 24 ปี สั่งสมชื่อเสียงนักเตะมากขึ้นเรื่อยๆ
และได้โอกาสย้ายไปอยู่กับหนึ่งทีมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนั่นคือ โครินเธียนส์ ก่อนที่จะติดทีมชาติบราซิลเป็นครั้งแรก
และจากจุดนั้นเอง แผนการสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบของเขาเองก็มาถึง
ณ เวลานั้น คนบราซิลอยู่กับระบอบเผด็จการมา 14 ปีแล้ว ผู้คนเริ่มเฉยชากับการเมือง
เพราะรู้ว่าประท้วงไปก็ทำอะไรไม่ได้ ทหารก็ยึดอำนาจอยู่ดี แต่ Sócrates พยายามทำให้คนรอบตัวได้เห็นว่า เฮ้ย คุณเองก็มีสิทธิ์มีเสียงได้เหมือนกันนะ

1964

ตอนนั้นภายในสโมสรเอง กลุ่มนักเตะเองก็ชินชากับระบบอำนาจนิยม ถ้าประธานสโมสรสั่งให้ทำอะไรก็ทำ เหมือนตัวเองมีค่าแค่เป็นเบี้ยที่คนมีอำนาจจะสั่งทำอะไรก็ได้
Socrates เล่าว่า “ณ เวลานั้น สโมสรฟุตบอลต้องการจะควบคุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ
และผมรู้สึกว่าถ้ามีอะไรก็ตาม เราควรมาปรึกษากันสิ ไม่ใช่สโมสรปฏิบัติราวกับเราเป็นเด็ก
ถ้าเรื่องแค่นี้ ปัญหาแค่นี้ เรายังมีสิทธิ์มีเสียงไม่ได้ แล้วในการเมืองภาพใหญ่ เราจะเข้าใจมันได้อย่างไร”
นั่นทำให้ Sócrates ร่วมกับเพื่อนร่วมทีม Vladimir และผู้อำนวยการสโมสร Edílson Alves ก่อตั้งแนวคิดชื่อ
“ประชาธิปไตยของโครินเธียนส์” (
Corinthians Democracy) ขึ้นมา
อะไรคือประชาธิปไตยของโครินเธียนส์?
มันคือการทดลองภายในสโมสร ให้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน โดยไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นนักฟุตบอลโค้ชสตาฟฟ์คนขับรถ หรือแม่บ้าน
การตัดสินใจทุกอย่างของสโมสร จะใช้สิทธิ์โหวตทุกอย่าง ตั้งแต่การซ้อมควรใช้เวลากี่ชั่วโมง
หรือก่อนแข่งเกมเยือน ควรไปนอนโรงแรม 1 หรือ 2 คืนก่อนเกม
วิธีการนี้เป็นการเผยแพร่แนวคิดว่า ต่อให้คุณเป็นนักเตะเซเล็บอันดับหนึ่ง หรือเป็นคนขับรถ คุณก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มี 1 เสียงเท่ากัน
การเคยชินกับระบอบเผด็จการ เหมือนยอมรับกลายๆ ว่าเสียงของประชาชนไม่มีความหมายอะไร
ถ้าเทียบเคียงกับอำนาจของทหาร ซึ่งนี่เป็นเรื่องผิดเพี้ยน และ Socrates มองว่ามันไม่ถูกต้อง

ในช่วงแรก คนในทีมก็แบ่งความเห็นเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกก็เห็นด้วย Socrates แต่อีกฝ่ายก็เป็นพวกอิกนอแรนท์
คือชีวิตนักฟุตบอลก็ร่ำรวย มีชื่อเสียงดีอยู่แล้ว จะเอาตัวลงไปเจ็บกับการเมืองทำไม

แต่เมื่อ Sócrates ขับเคลื่อนแนวคิดในสโมสรไปสักพัก บรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยก็ผลิดอกออกผล ในสโมสรเริ่มเข้าใจว่า 1 สิทธิ์ 1 เสียงมันสำคัญแค่ไหน
คติประจำใจของโครินเธียนส์ ณ เวลานั้นคือ “ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ จงเป็นประชาธิปไตยเสมอ”
ซึ่งจากจุดเล็กๆ ในสโมสรของตัวเอง มันค่อยๆ แพร่แนวคิดไปถึงสโมสรอื่นๆ
และไม่นานนัก โครินเธียนส์จึงถูกตั้งฉายาว่า Time do Povo หรือทีมของประชาชน จากแนวคิดทางการเมืองนี่แหละ
การขับเคลื่อนทางการเมืองของ Sócrates ทำให้ฝ่ายเผด็จการไม่พอใจ
แต่ปัญหาคือพวกเขาทำอะไร Sócrates ไม่ได้ ถ้าอย่างนักการเมืองขั้วตรงข้าม คุณอาจสั่งเก็บได้ แต่กับนักฟุตบอลทีมชาติ
นี่คือคนที่ประชาชนรัก ถ้าไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง มีแนวโน้มที่ประชาชนจะลุกฮือได้

ในช่วงเวลาที่ Sócrates อยู่กับ Corinthians Paulista (SPปี (19781986) เขามีผลงานดีเยี่ยมในสนาม
ช่วยโครินเธียนส์คว้าแชมป์รัฐได้
 3 สมัย จนกลายเป็นฮีโร่ของคนทั้งประเทศ
ในสนามก็เด่น แต่นอกสนามยิ่งทรงพลังกว่า Sócrates สอดแทรก การกระทำต่างๆ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็น การใส่เสื้อที่มีคำว่า “ประชาธิปไตย” ลงสนาม ตามด้วยอีกหนึ่งเหตุการณ์

Dia 15 Vote

คือใส่เสื้อสุดคลาสสิคที่มีคำว่า Dia 15 Vote
Dia 15 Vote (ไปเลือกตั้งกันในวันที่ 15) เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นคือ ที่ Brazil
กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1982 แต่ประชาชนชาวเซาเปาโล ก็เบื่อหน่ายที่จะไปเลือก
สมมติเลือกตั้งไป แล้วรัฐบาลทหารได้คะแนนเสียงน้อยกว่า เดี๋ยวก็ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีก เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ดี แล้วจะไปเลือกทำไมให้เหนื่อย
แต่ Socrates ไม่อยากให้ประชาชนคิดแบบนั้น เขาจึงกระตุ้นให้ชาวเซาเปาโล
ไปเลือกตั้งกันในวันที่ 15 เพื่อใช้สิทธิ์ของตัวเอง อย่างน้อยเขาก็อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่า
ใน 1 เสียงของตัวเอง จะเลือกใครไม่สำคัญ แต่ต้องไปเลือก
ถ้าคุณไม่ชอบรัฐบาลทหาร ก็ไปเลือกพรรคอื่นสิ ทำให้สังคมได้รู้ว่า คนเมืองนี้ไม่ไหวแล้วกับการปกครองแบบนี้
สุดท้าย ประชากรที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 13.ล้านคนในรัฐ Sao Paulo ไปเข้าคูหามากถึง 10.ล้านคน สูงเป็นประวัติการณ์
อีกหนึ่งเคส ที่ Socrates แสดงให้เห็นถึงความจริงจังทางการเมืองมากๆ
เกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อประชาชน 1.ล้านคนลุกฮือขึ้นในเมืองเซาเปาโลเพื่อเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ ให้เลือกประธานาธิบดีโดยตรงไปเลย
Socrates ขึ้นเวทีไปปราศรัยอย่างไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้น โดยกล่าวว่า “ถ้าหากรัฐธรรมนูญยังไม่ถูกแก้ ผมจะออกไปจากประเทศแห่งนี้!”
สุดท้ายรัฐธรรมนูญแก้ไม่สำเร็จ และ Sócrates ก็ทำอย่างที่พูดจริงๆ คือย้ายจากโครินเธียนส์ ไปเล่นให้ฟิออเรนติน่าในอิตาลี ก่อนจะกลับมาบราซิลอีกครั้ง ในเวลาต่อมา
การกระตุ้นเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่เรื่อยๆของ Socrates ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วน ทำให้ชาวบ้านทั่วไป
ตระหนักรู้ถึงประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะเสียงของเซเล็บอย่างเขา มันมีพลังมากกว่า
การพูด 1 ที การออกแอ็กชั่น 1 หน มันสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมได้เป็นอย่างมาก
ตอนนี้มวลชนเริ่มต่อต้านรัฐบาลทหารแล้ว และมีการนัดหยุดงานประท้วงอย่างต่อเนื่อง
จนสุดท้ายบราซิลกลายเป็น
 Fail State ไม่สามารถบริหารงานได้ สุดท้ายรัฐธรรมนูญจึงถูกแก้จริงๆ
จากเดิมประธานาธิบดีจะเลือกตั้งมาจากระบบพรรคการเมือง แต่ในปี 1989 ประเทศก็เปลี่ยนมาเป็นเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง
และอำนาจของทหารก็ค่อยๆเสื่อมสลายไปในที่สุด อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ไม่มีเบื่อได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ

ความปรารถนาของ Socrates ที่จะได้เห็นบ้านเมือง มีประชาธิปไตย ไม่ได้ถูกควบคุมโดยเผด็จการทหาร ในที่สุดก็สมหวังแล้ว
Socrates แขวนสตั๊ดในปี 1989 ถ้าพูดถึงโทรฟี่ เขาเป็นคนที่ได้แชมป์น้อยมาก
แชมป์ก็ได้แค่ระดับรัฐ ขณะที่ทีมชาติบราซิลในยุคของเขา ก็ไม่มีแชมป์อะไรเลย แม้จะถูกยกย่องเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมก็ตามที
อย่างไรก็ตาม Socrates ไม่ได้แยแสเรื่องโทรฟี่แชมป์เท่าไหร่นัก เขากล่าวว่า “ชัยชนะทางการเมือง ของผม มีความสำคัญมากกว่าชัยชนะในสนามฟุตบอล”
“เพราะเกมฟุตบอลจบใน 90 นาที แต่ชีวิตคนยังต้องดำเนินต่อไป”
Socrates เสียชีวิตในปี 2011 ด้วยอายุ 57 ปี และถูกยกย่องให้ติดทีม FIFA 100 หรือผู้เล่นดีที่สุดตลอดกาล 100 คนของฟีฟ่า
เรื่องฝีเท้าของเขาไม่มีข้อสงสัย Socrates เป็นยอดนักเตะแห่งยุค
เขาร่วมกับ Zico ทำให้ Brazil ในยุค 19821986 เล่นฟุตบอลได้อย่างสวยงาม Joga Bonito ของแท้ แม้จะไปไม่ถึงแชมป์โลกก็ตามที
แต่สิ่งที่ทำให้เขาถูกจดจำมากยิ่งกว่า คือนักฟุตบอลที่รักประชาธิปไตย และใช้เสียงของตัวเอง ให้เป็นประโยชน์กับสังคมมากที่สุด
แอนดรูว์ ดาวนี่ นักเขียนชาวอังกฤษ ที่เขียนชีวประวัติของ Sócrates เขียนความรู้สึกถึงตำนานรายนี้ว่า
“มีนักฟุตบอลหลายร้อยที่ถูกจดจำ บางคนเล่นเก่ง บางคนนิสัยดี บางคนชอบสร้างดราม่า
แต่ส่วนใหญ่แล้ว นักเตะเหล่านั้นเมื่อแขวนสตั๊ดไปพวกเขาก็จะถูกลืม เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็ไม่รู้จักอีกแล้ว”
“แต่กับ Sócrates นั้นตรงข้ามกันเลย เขายังคงถูกจดจำ และถูกชื่นชมจากแฟนบอลหลายล้านคนในบราซิลจนกระทั่งวันนี้ สาเหตุเพราะเขายืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
สำหรับกรณีของ Sócrates เขาคือปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครเหมือน นี่คือชายที่เลือกจะเล่นฟุตบอลเพื่อจะได้มีพลังในการเปลี่ยนแปลงการเมืองของประเทศ
ตัว Sócrates รู้ดีว่า “เสียง” ของเขามีคุณค่า เขาเลือกจะเมินเฉยแล้วโกยความสุขของตัวเองก็ได้
แต่เขาก็ไม่ทำแบบนั้น แต่เลือกจะยืนหยัด และเรียกร้อง เพื่อให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง
และสิ่งที่ Sócrates ได้รับกลับมา คือประชาธิปไตยที่เขาใฝ่ฝัน พร้อมกับชื่อเสียงที่อยู่เป็นตำนานแม้จะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม