ambbet641.com

Van Basten

Van Basten

Van Basten
ลูกยิงที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูโร ไม่ว่าจะสำนักไหนจัดโหวต อันดับ
 1 ที่นอนมาเสมอ คือลูกยิงวอลเลย์เพชฌฆาตของมาร์โก       
Van Basten กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์
ไม่ใช่แค่สวยเท่านั้น ลูกนี้ยังมีความหมายมากๆ เพราะมันเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ ของยูโร 1988 คุณยิงลูกยากระดับนั้น ในเกมสำคัญขนาดนั้น ก็ไม่แปลกอะไร ที่จะถูกโหวตให้เป็นประตูแห่งความทรงจำตลอดกาล
สิ่งที่ทำให้ประตูนี้ น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก คือ “แบ็กกราวน์” ของมัน ถ้าทุกอย่างไม่เป็นใจพอดีเป๊ะ อาจไม่เกิดสุดยอดประตูนี้ก็ได้

[ อัจฉริยะที่ร่างกายไม่พร้อม ]
สำหรับแฟนบอลยุคใหม่ อาจจะเคยได้ยินชื่อของ  เป็นเรื่องเล่าขานในตำนาน แต่กับแฟนฟุตบอลยุค 80 หรือ 90 จะทราบดีว่า Basten คือกองหน้าอันดับหนึ่งของโลกในยุคนั้น
เปรียบได้กับ ยูเซบิโอของโปรตุเกส ในยุค 60, เกิร์ด มุลเลอร์ของเยอรมัน ในยุค 70 และ โรนัลโด้ของบราซิลในยุคปลาย 90 นักเตะเหล่านี้คือกองหน้าแห่งยุคสมัย ที่ได้รับการยกย่องว่า “เก่งที่สุด” ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่ง Basten ก็อยู่ในระดับเดียวกัน
Van Basten แจ้งเกิดกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม และคว้าดาวซัลโวลีกดัตช์ 4 ปี ติดต่อกัน ตั้งแต่อายุ 19, 20, 21 และ 22 จนเอซี มิลาน อดใจไม่ไหว ซื้อตัวไปร่วมทัพด้วย ในฤดูกาล 198788 โดยย้ายไปพร้อมกับ รุด กุลลิต เพื่อนร่วมชาติจากสโมสรพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น 
ณ เวลานั้น กัลโช่ เซเรียอา คือลีกที่ดีที่สุด ใครๆ ก็อยากท้าทายตัวเองกับนักเตะระดับโลกอย่างดีเอโก้ มาราโดน่ากันทั้งนั้น Basten ก็อยากรู้เหมือนกันว่า ฝีเท้าอย่างเขา จะเก่งแค่กับลีกดัตช์ หรือว่าจะเล่นได้ดีไม่ว่าจะอยู่ลีกไหนในโลก
แต่สิ่งที่เขาละเลย และเพิ่งจะรู้ว่า จริงๆ มันมีปัญหาคือเรื่องสภาพร่างกาย
Basten มีอาการเจ็บข้อเท้าขวา ตั้งแต่อยู่อาแจ๊กซ์แล้ว แต่ด้วยความที่ฟุตบอลฮอลแลนด์เล่นกันไม่หนัก ทำให้เขาประคองตัวเล่นจนจบซีซั่นได้สบายๆ
แต่เมื่อย้ายมาอยู่ในอิตาลี มันต่างกันออกไป ฟุตบอลอิตาลีเล่นหนักมาก เสียบเป็นเสียบ กะให้อีกฝ่ายเดี้ยงกันไปข้าง นั่นส่งผลให้ Basten เจ็บตัวมากขึ้น และอาการที่ข้อเท้าของเขาก็กำเริบหนัก

ผ่านไป 5 เกมแรกในเซเรียอา Basten ยิงได้แค่ 1 ลูก จากจุดโทษ จนแฟนๆ เอซี มิลาน ผิดหวัง  “ผมมองที่หน้ากระจกแล้วถามตัวเองว่า แฟนๆ เอซี มิลาน ยังไม่มีโอกาสได้เห็นมาร์โก Basten ตัวจริง แต่ผมอยากแสดงให้เขาเห็นถึงฝีมือที่แท้จริง และผมอยากจะชนะ” Basten กล่าว
ดร.มาร์ติ หัวหน้าทีมแพทย์ของเอซี มิลาน บอกว่าอาการเจ็บที่เอ็นข้อเท้าของ Basten หนักกว่าที่คิด

ทางเลือกในการรักษามี 2 ทาง แบบแรกคือนักเตะทนเจ็บ เล่นแบบยื้อๆ ไปเรื่อยๆได้  ส่วนแบบที่ 2 คือผ่าตัดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็จำเป็นต้องพักยาวอย่างน้อย 4 เดือน กับนักเตะบางคนที่ฟื้นตัวช้า อาจลากยาวไปถึง 6เดือนเลยก็ได้
ปัญหาคือช่วงกลางปี 1988 ฮอลแลนด์ จะมีโปรแกรมยูโร 88  ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์เมเจอร์รายการแรกในรอบ ปี ของทีมชาติฮอลแลนด์ที่ผ่านถึงรอบสุดท้ายได้ นั่นทำให้นักเตะทุกคน ไม่อยากพลาดในการมีส่วนร่วม แต่ถ้าหาก Basten ผ่าข้อเท้าตอนนี้ มันจะเสี่ยงเกินไป อาจจะหายไม่ทันก็ได้
แต่สุดท้าย เพื่ออาชีพค้าแข้งระยะยาว เขาจึงยอมเข้ารับการผ่าตัด ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 1987 และกว่าที่ Basten จะหายกลับก็ปาเข้าไปต้นเดือนเมษายน 1988 แล้ว เขาใช้เวลาพักฟื้นนานถึง 5 เดือนครึ่ง
พอหายเจ็บข้อเท้ากลับมา ก็เข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาลแล้ว Van Basten ไม่ได้ลงตัวจริงเลยสักนัด สรุปแล้วในฤดูกาล 198788 Basten ลงตัวจริง 4 เกม สำรอง 7 เกม ยิงได้รวมแค่ 3 ประตู
แม้ Basten จะไม่ได้ลง แต่เอซี มิลานของกุนซืออาร์ริโก้ ซาคคี่ในปีนั้น มีทีมที่แข็งแกร่งมาก นอกจากรุด กุลลิตแล้ว ยังมีฟรังโก้ บาเรซี่เปาโล มัลดินี่ และ คาร์โล อันเชล็อตติ ทำให้สุดท้ายพวกเขาคว้าแชมป์เซเรียอา ได้อย่างสวยงาม
แต่ในความรู้สึกของ Basten เขาดีใจแบบไม่เต็มที่เท่าไหร่ ในเมื่อเขาไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับความสำเร็จเลย ลงก็ไมได้ลง ยิงก็ไม่ค่อยได้
ที่ซวยไปกว่านั้น คือพอจบฤดูกาลแล้ว เอซี มิลานมีเกมส่งท้าย Post Season ลงเล่นเกมกระชับมิตรกับเรอัล มาดริด จากสเปน โดย Bastenเท่น ไปปะทะกับผู้รักษาประตูของคู่แข่งจนกระดูกแก้มแตกอีก ต้องเข้ารับการผ่าตัดเล็กอีกรอบ เรียกได้ว่าร่างกายระบมไปหมดทั่วร่าง
ถ้าว่ากันตรงๆ สภาพร่างกายของ Basten ไม่มีความพร้อมที่จะไปเล่นในยูโร 1988 ที่เยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพ ขณะที่สื่อมวลชนฮอลแลนด์ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัว Basten เท่นเท่าไหร่ กับคนที่ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงเลย 8 เดือน คงไม่ใช่ทีเด็ดที่จะทำให้ฮอลแลนด์ชนะคู่แข่งได้
กองหน้าที่สื่อดัตช์ หวังไว้เยอะกว่า คือจอห์น บอสแมน หัวหอกจากอาแจ๊กซ์ ที่ยิงไป 25 ลูกในฤดูกาล 198788 คือถ้าเทียบฟอร์ม เทียบสภาพร่างกาย ยังไงก็ดูดีกว่า Basten เห็นๆ อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ไรนุส มิเชลส์ เฮดโค้ชทีมชาติตัดสินใจว่ายังไงก็ควรจะเอา Basten ไปยูโรด้วย แม้จะเป็นสำรอง ก็ควรเอาติดทีมไว้ก่อน เพราะพรสวรรค์ของ Basten อาจเป็นทีเด็ดให้ทีมพลิกเกมได้ สุดท้ายในการประกาศ 20 ขุนพลทีมชาติลุยยูโร จึงมีชื่อของ Basten ติดโผไปด้วย

แต่ด้วยความที่ น่าจะลงเล่นเป็นสำรอง Basten จึงได้เสื้อเบอร์ 12 ส่วน จอห์น บอสแมน ได้เสื้อเบอร์ 9

van basten 1988

[ ออกสตาร์ตยูโร 1988 ]
มิถุนายน 1988  อีก 11 วัน ก่อนยูโรจะมาถึง ฮอลแลนด์ ลงเล่นเกมอุ่นเครื่องกับโรมาเนีย Basten ลงเล่นเป็นตัวสำรอง ได้ลงนาทีที่ 60 โดยลงมาเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย ทั้งๆที่ตำแหน่งถนัดที่สุดของเขาคือกองหน้าตัวเป้า
แผนของไรนุส มิเชลส์ ที่ใช้มาตลอดในรอบคัดเลือก คือ 134มีโรนัลด์ คูมัน ยืนเป็นสวีปเปอร์ ส่วนกองหน้าคู่จะเป็น จอห์น บอสแมน ยืนหน้าเป้า ส่วนหน้าต่ำ ใช้รุด กุลลิต ซึ่งด้วยกลยุทธ์นี้ ทำให้ฮอลแลนด์ชนะมาได้รัวๆ จนเข้ารอบมาได้ ดังนั้นถ้าคิดตามคอมม่อนเซนส์ ก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะปรับทัพก่อนศึกใหญ่
จบเกมอุ่นเครื่อง ฮอลแลนด์ชนะโรมาเนีย 2แต่ตัว Basten เล่นอย่างน่าผิดหวัง จบเกมเขามีโอกาสเจอ โยฮัน ครัฟท์ ตำนานทีมชาติ ที่มาดูเกมนี้พอดี โดยครัฟท์ตั้งคำถามว่า “ทำไมนายปล่อยให้ไรนุส มิเชลส์ ยืนในตำแหน่งปีกซ้ายล่ะ นายคือกองหน้าตัวเป้านะ ถ้าไม่ได้ยืนกองหน้าตัวเป้า สู้ไม่ต้องติดทีมมา แล้วนอนดูอยู่บ้านยังจะดีซะกว่า”

“นายก็รู้ไม่ใช่หรอ ว่าตัวเองคือกองหน้า นายคือกองหน้าที่เก่งที่สุด
จะไปยอมทำไม ถ้าโดนสั่งให้เล่นปีกซ้าย ถ้าฉันเป็นนาย ฉันไม่ยอมหรอก ลองคิดดีๆ นะ
ว่าถ้าจับไปยืนตำแหน่งที่ตัวเองไม่ถนัด นายก็จะเล่นไม่ดี แล้วก็โดนวิจารณ์อย่างไม่ยุติธรรม”
แน่นอน  Basten รู้ดีว่าครัฟท์พูดถูก แต่ปัญหาคือ เขาไม่ได้เล่นฟุตบอลจริงจังมา 8 เดือนเต็ม แล้วจะมีสิทธิ์อะไร ที่จะไปเรียกร้องขอแย่งตำแหน่งจากคนที่กำลังฟอร์มดี

คู่แข่งของเขา จอห์น บอสแมน ไม่ใช่แค่เล่นดีในลีก แต่เขายังเป็นดาวซัลโวในยูโรรอบคัดเลือก ด้วยจำนวน 9 ประตู ดังนั้นไม่แปลก ที่ใครๆก็มองว่า บอสแมนน่าจะคู่ควรกว่า ที่จะออกสตาร์ตในตำแหน่งหัวหอกเบอร์ 9
“ผมเข้าใจที่คุณพูดนะ โยฮัน แต่ตอนนี้ผมแค่รู้สึกว่าดีใจ
ที่จะได้เล่นฟุตบอลอีกครั้งแค่นั้น ผมไม่ได้มองว่าตัวเองต้องเป็นฮีโร่ของชาติอะไรทำนองนั้น ผมอยากซ้อม
และอยากลงเล่นบ้าง เพื่อเรียกความฟิตของตัวเองก่อนฤดูกาลหน้ามาถึง”
  Basten ตอบ
ณ นาทีนั้น เอาจริงๆ Basten ก็ไม่คิดเลยสักนิด ว่านี่จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล
หลังจบเกมอุ่นเครื่องกับโรมาเนีย ไรนุส มิเชลส์ จัดทีมซ้อมแบบ 10 ต่อ 10 แบ่งเป็นกลุ่มตัวจริงกับกลุ่มตัวสำรอง ซึ่งก็ไม่มีอะไรเกินคาด  Basten อยู่ในกลุ่มตัวสำรอง แต่เขารู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้
ในที่สุด ยูโร 1988 ก็เริ่มต้นขึ้น ฮอลแลนด์อยู่ในสายเดียวกับ โซเวียตอังกฤษ และ ไอร์แลนด์ ซึ่งว่ากันตรงๆ ก็เป็นสายที่แข็งเอาเรื่อง
สหภาพโซเวียต เป็นการรวมตัวกันของ 15 ชาติ โดยมีรัสเซียเป็นพี่ใหญ่ พวกเขามี ไรนาท ดาซาเยฟ หนึ่งในนายทวารที่เก่งที่สุดในโลก ณ เวลานั้นนำทัพ และมีตัวดีๆ อย่างอิกอร์ เบลานอฟ ที่เคยได้บัลลงดอร์มาแล้วอยู่ในทีมด้วย
อังกฤษ มีดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1986 แกรี่ ลินิเกอร์ มีกัปตันไบรอัน ร็อบสัน มีจอห์น บาร์นส์ และ เกล็น ฮอดเดิล ถือว่าก็มีโครงสร้างทีมที่ดี
ส่วน ไอร์แลนด์ จากกุนซือแจ๊ค ชาร์ลตัน อาจเป็นม้ามืดในกลุ่มนี้ แต่ก็ถือว่าไม่ธรรมดา นำทัพโดยนักเตะดังอย่าง จอห์น อัลดริดจ์เรย์ เฮาจ์ตัน และ รอนนี่ วีแลน ของลิเวอร์พูล
เกมแรกสุด 12 มิถุนายน 1988 ฮอลแลนด์เปิดสนามเจอกับโซเวียต มิเชลส์ ใช้แผนเดิม 134วางบอสแมนยืนหน้าคู่กุลลิต แต่ปัญหาคือ พอลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ จอห์น บอสแมน ที่ฟอร์มดีมาตลอด กลับเล่นไม่ออกเลย
ในรอบคัดเลือกบอสแมนอาจไล่ยิงทีมเล็กมาตลอด แต่พอเจอเกมที่กดดัน และคู่แข่งที่แกร่งมากๆ เขาหายไปจากเกมโดยสิ้นเชิง
โซเวียตขึ้นนำ 1ช่วงต้นครึ่งหลัง ทำให้มิเชลส์ต้องแก้เกม โดยนาทีที่ 59 ส่งเอา Basten ลงมา และปรากฏว่า Basten วูบวาบกว่าบอสแมนมาก โหม่งชนคานไปหนึ่งที แต่สุดท้ายฮอลแลนด์ตีเสมอไม่ได้ จบเกมแพ้ไป 1ประเดิมรายการก็ไม่มีแต้มซะแล้ว
นั่นทำให้เกมที่ 2 ของฮอลแลนด์ ที่ต้องเจอกับอังกฤษ คือเกม Do or Die นั่นเพราะทั้ง 2 ทีมแพ้มาทั้งคู่ หากใครแพ้อีกนัดก็ตกรอบไปเลย เกมนี้มันมีการเดิมพันที่สูงมากจริงๆ
15 มิถุนายน 1988 วันที่ฮอลแลนด์เจออังกฤษ ไรนุส มิเชลส์ ตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุด นั่นถอดจอห์น บอสแมน ออกจากตัวจริง แล้วเสี่ยงใช้ มาร์โก Basten ใน 11 ตัวแรก นี่คือการออกสตาร์ตในเกมฟุตบอล ครั้งแรกของ Basten นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

เกมนัดนี้จะแข่งเวลา 17.15 น. ซึ่งนักเตะคนอื่นๆ ก็นอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางวัน แต่ Basten นอนไม่หลับ เขาจะได้ลงเป็นตัวจริงในเกมที่มีความหมายที่สุด และเดิมพันถึงการตกรอบของประเทศ มันเป็นความกดดันที่มหาศาลจริงๆ

“ผมพยายามมองข้อได้เปรียบของตัวเอง นักเตะคนอื่น ๆ
เล่นศึกหนักมาทั้งฤดูกาล แต่ผมไม่ได้เล่นมา 8 เดือน ดังนั้นถ้าว่ากันตรงๆ ผมก็น่าจะมีร่างกายที่สดมากกว่าคนอื่น เมื่อคิดแบบนั้น ผมก็รู้สึกว่าพร้อมแล้ว ที่จะลงเล่นเจออังกฤษ” Basten กล่าว
และแล้ว เวลาแข่งก็มาถึง อังกฤษออกสตาร์ตได้ดีกว่ามาก ลินิเกอร์ กับ ฮอดเดิ้ล ยิงชนเสาไปคนละครั้ง แต่นาทีที่ 44 Basten ก็แสดงให้โลกเห็นว่าทำไม เขาคือกองหน้าระดับแถวหน้าของวงการ
รุด กุลลิต จ่ายบอลให้ Basten ในเขตโทษ โดยมีโทนี่ อดัมส์ประกบติดอยู่ โดยจังหวะนี้ Basten จับบอลด้วยซ้าย ทันใดนั้นเขาเหมือนจะพลิกตัวปั่นด้วยขวาให้เข้าเสาสอง นั่นทำให้อดัมส์เทน้ำหนักมาปิด ไม่ยอมให้ยิง แต่ Basten หมุน 360 องศา แล้วใช้เท้าขวาเลี้ยงหลบอดัมส์ไปอีกด้าน มันเป็นเทคนิคที่เหนือมาก ก่อน Basten จะยิงด้วยซ้าย เสียบเสาสองไปอย่างสมบูรณ์แบบ

อดัมส์ ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า “ตอนนั้นผมอายุ 21 ปี ยังไม่มีประสบการณ์กับเกมระดับนี้ เมื่อต้องมาเจอกองหน้าที่เก่งที่สุด มันทำให้ผมรับมือไม่ได้เลย”
ส่วน Basten กล่าวถึงประตูนี้ว่า “มันเป็นสัญชาตญาณอย่างแท้จริง คือผมไม่ได้คิดคำนวณว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ตลอดเกม ผมเก็บข้อมูลจังหวะการวิ่ง และการขยับตัวของโทนี่ อดัมส์ไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อผมได้บอลปั๊บ มันก็เลยเป็นไปโดยอัตโนมัติว่าผมต้องเล่นแบบนี้ จึงจะสลัดหนีการประกบของเขาได้”

ฮอลแลนด์นำ 1ในครึ่งแรก เข้าครึ่งหลัง อังกฤษตีเสมอ 1ของไบรอัน ร็อบสัน ทำให้เกมกลับมาสนุกอีกครั้ง
แต่อังกฤษตีเสมอไม่ทันไร ฮอลแลนด์นำอีกรอบ เมื่อรุด กุลลิต แทงบอลให้ Basten ที่หนีร็อบสันมาได้ ตั้งป้อมยิงด้วยซ้ายเน้นๆ เสียบมุมเข้าไป ฮอลแลนด์นำ 2ในนาทีที่ 71 เขาใช้โอกาสไม่เปลืองเลย

จากนั้นนาทีที่ 74 ฮอลแลนด์ได้เตะมุม  ฝั่งอังกฤษไม่ได้ประกบแบบ Man to Man แต่ใช้การยืนป้องกันแบบตั้งโซน ซึ่ง Basten วิ่งสอดมาหาพื้นที่ว่าง แล้วซัดเข้าไปด้วยขวา กดแฮตทริกได้สำเร็จ ทำให้ฮอลแลนด์นำ 3ก่อนชนะไปด้วยสกอร์นี้
จริงๆ อังกฤษเล่นได้ดีแล้วในช่วงแรก แต่พวกเขาต้านทานความคมของ Basten ไม่ได้จริงๆ ทำให้อังกฤษตกรอบ ส่วนฮอลแลนด์ไปลุ้นเข้ารอบในเกมสุดท้ายกับไอร์แลนด์

เดิมพันของฮอลแลนด์ คือต้องชนะสถานเดียว เสมอก็ตกรอบ ดังนั้นไอร์แลนด์จึงมาเล่นเกมรับเต็มตัว กะยันให้จบ 0ให้ได้ ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ดีแล้วจริงๆ แต่ฝั่งไรนุส มิเชลส์ ก็แก้เกมได้ดี ด้วยการส่งหัวหอกลงมา 2 คน ในครึ่งหลัง คือวิม คีฟท์ และ จอห์น บอสแมน มาช่วย Basten และสุดท้ายได้ประตูชัย 1จากลูกโหม่งของวิม คีฟท์
ทำให้จบรอบแบ่งกลุ่ม โซเวียตได้แชมป์กลุ่มมี 5 คะแนน ส่วนฮอลแลนด์เข้ารอบเป็นอันดับ 2 มี 4 แต้ม Basten นำเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ด้วยจำนวน 3 ประตู

basten

[ กับคู่ปรับตลอดกาล เยอรมัน ]
รอบรองชนะเลิศ ฮอลแลนด์ ต้องเจอกับเต็งหนึ่ง คือเยอรมันตะวันตก ที่ได้เปรียบทุกอย่าง ฟอร์มโดยรวมก็ดีกว่า อย่าลืมว่า 2 ปีก่อนเยอรมันเพิ่งได้รองแชมป์โลกในเวิลด์คัพ 1986 นักเตะทุกคนมีประสบการณ์ในเลเวลนี้มาแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ยังได้เล่นในบ้านตัวเอง ต่อหน้าแฟนบอลเกือบ 6 หมื่นคนอีกต่างหาก
Basten ได้ลงตัวจริงต่อเนื่อง จากเดิมเขาตั้งใจจะใช้ทัวร์นาเมนต์นี้ เป็นการเรียกความฟิตให้ตัวเองเฉยๆ แต่ตอนนี้มาไกลกว่านั้นเยอะมากแล้ว
ก่อนเกมมีดราม่าเรื่องความแค้นของฮอลแลนด์ กับเยอรมัน จากเหตุสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่ง Basten บอกว่า เขาก็รู้นะว่ามีประเด็นกันอยู่ แต่เขาอยากจะสนใจแค่เรื่องฟุตบอลในสนามมากกว่า

เกมเริ่ม เยอรมันนำไปก่อน 1เมื่อแฟรงค์ ไรจ์การ์ด ไปกระแทกเจอร์เก้น คลินส์มันน์ในเขตโทษ กรรมการชาวโรมาเนียชี้จุดโทษทันที แม้นักเตะฮอลแลนด์จะไปรุมประท้วงว่าคลินส์มันน์ดีดตัว แต่กรรมการก็ไม่เปลี่ยนใจ ให้จุดโทษอยู่ดี ก่อนที่โลธาร์ มัทเธอุส จะยิงเข้าไปในนาทีที่ 55
แต่แล้วจุดเปลี่ยนของนัดนี้ ก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 73 เมื่อ Basten ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะกระชากเข้าใน เขาดวลตัวต่อตัวกับ เจอร์เก้น โคห์เลอร์ เซ็นเตอร์แบ็กของเยอรมัน ซึ่ง Basten โชว์สกิล หลอกว่าจะไปทางซ้าย แล้วเลี้ยงฉีกไปขวา จนโคห์เลอร์เสียจังหวะ เสียบเป็นจุดโทษ

โรนัลด์ คูมัน ยิงไม่พลาด ให้ฮอลแลนด์ตีเสมอเป็น 1แต่ก็ต้องให้เครดิต Basten ที่เรียกจุดโทษได้
จากนั้นนาทีที่ 89 เกมน่าจะจบเวลาปกติด้วยการเสมอ แต่ในเพลย์เกือบสุดท้าย ฮอลแลนด์ต่อบอลสั้นกันเร็วๆ จากอาร์โนลด์ มูห์เรน มาแฟรงค์ ไรจ์การ์ด ก่อนสุดท้าย แยน วูเตอร์ส จะแทงคิลเลอร์พาสเข้ามาให้ Basten ที่โดนโคห์เลอร์ประกบอยู่
Basten ใช้เซนส์ของกองหน้า ว่ามุมแบบนี้มีเพลย์เดียวที่จะทำประตูได้ คือสไลด์ยิงตามน้ำไปเลย และข้อเท้าว่องไวเท่าความคิด Basten ยิงเสียบเสาสองไปอย่างเฉียบขาดที่สุด ทำให้ฮอลแลนด์ชนะเจ้าภาพเยอรมัน 21
Basten ยิง 4 ประตู ใน 4 เกม ถึงตรงนี้ คงยากที่จะมีใครแซงดาวซัลโวในรายการนี้ไปได้
นักเตะฮอลแลนด์คึกคักสุดขีด หลายคนบอกว่า ถ้าคุณชนะเต็ง 1 ได้ คุณก็ได้แชมป์แล้ว กุลลิตไปฉลองในผับเฮฮา ปาร์ตี้กันสุดขีด แต่ในมุมของ Basten เขารู้ดีว่า มันยังไม่จบ เพราะคู่ชิงของพวกเขาคือสหภาพโซเวียต ทีมที่ยัดเยียดความพ่ายแพ้มาให้ฮอลแลนด์ในรอบแบ่งกลุ่มนั่นเอง

basten 1988

[ ลูกยิงแห่งประวัติศาสตร์ ]
นัดชิงชนะเลิศ 25 มิถุนายน 1988 (หรือเมื่อวานนี้ เมื่อ 33 ปีที่แล้ว) ฮอลแลนด์ใช้ 441เหมือนเดิม คู่หน้า กุลลิต-แวน บาสเท่นไม่มีความจำเป็นอะไรต้องเปลี่ยน
ตอนนี้ Basten เป็นผู้เล่นขวัญใจอันดับหนึ่งของฮอลแลนด์ไปแล้ว มีแฟนบอลทำป้ายแบนเนอร์ เป็นภาษาดัตช์ เขียนว่า “พระเจ้าใช้ 7 วัน สร้างโลก ส่วนวันที่ 8 พระองค์สร้างมาร์โกขึ้นมา”
ก่อนเกม Basten ให้สัมภาษณ์ว่า “ฮอลแลนด์ได้รองแชมป์มา 2รายการแล้ว มันได้เวลาที่เราจะชนะอะไรสักอย่างเสียที” ในมุมของนักเตะในยุคนั้น มันยากที่คุณจะบอกว่าตัวเองเป็นสุดยอดผู้เล่น ถ้าหากยังไม่มีโทรฟี่ทีมชาติในมือ
จุดที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ เกมยูโรนัดชิง แข่งที่สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม ในเมืองมิวนิค ซึ่งย้อนกลับไปในปี 1974 ฮอลแลนด์เข้าชิงฟุตบอลโลกที่สนามแห่งนี้เช่นกัน แต่วันนั้นฮอลแลนด์แต่แพ้เยอรมันไป ดังนั้นมันเหมือนเขียนสคริปต์เอาไว้ทุกอย่างว่า ทีมอัศวินสีส้ม มีโอกาสแก้ตัวในปีนี้ ที่สนามเดิมที่เคยเจ็บช้ำมาก่อน
โซเวียตอาจเป็นทีมที่ดี แต่ฮอลแลนด์เกมนี้ ไม่เหมือนกับที่พวกเขาเจอในรอบแรก อย่าลืมว่าในนัดนั้น Basten เป็นแค่ตัวสำรอง
นาทีที่ 32 เออร์วิ่น คูมัน ครอสบอลจากด้านขวา Basten เช็กไลน์ตลอดเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองไม่ล้ำหน้า โดยจังหวะนั้นเขาเลือกจะโหม่งทำประตูเองก็ได้ แต่ทันทีที่เห็นกุลลิตอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า เขาเลือกโหม่งชง ให้กุลลิตเป็นคนสังหารประตู ฮอลแลนด์นำ 10
กุลลิตอาจจะเป็นคนยิง แต่ทุกคนรู้ว่า ถ้าไม่มีการแอสซิสต์ที่งดงาม ลูกนี้ก็คงไม่เป็นประตู
จากนั้นเข้าครึ่งหลัง ประตูแห่งประวัติศาสตร์ก็มาถึง นาทีที่ 54 อาร์โนลด์ มูห์เรน ครอสบอลให้ Basten แต่มันลึกมากเกินไปจนไม่น่าจะเล่นได้
Basten เล่าว่า “อาร์โนลด์เป็นนักเตะที่มีเท้าซ้ายที่แม่นยำมาก แต่การเปิดบอลลูกนั้น ไม่ใช่ลูกที่ดีของเขาแน่ๆ มันไม่เข้าเป้าเลยล่ะ”
บอลลอยห่างจากกรอบ 6 หลาไปไกลมาก จนเกือบถึงเส้นหลัง ถ้าดูจากทิศทางแล้ว การเกี่ยวเอาบอลลงมาเล่นต่อ น่าจะเป็นชอยส์ที่ดีที่สุด
แต่ Basten ไม่คิดแบบนั้น “ผมคิดในเสี้ยววินาทีว่า ยิงมันเลยละกัน ผมไม่มีไอเดียแล้วว่าจะทำแบบไหน มันถึงจะดีกว่า”

ลูกที่ Basten ยิง แค่ให้โดนพอดีเป๊ะก็ยากแล้ว เพราะบอลลอยกลางอากาศ แต่เขาไม่ใช่แค่ยิงโดน แต่ยิงในองศาที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ บอลโค้งข้ามหัวไรนาท ดาซาเยฟเข้าประตูไปเฉยเลย
“ตอนบอลลอยเข้าไป ผมก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ว่าผมทำไปได้ไง
ถ้าคุณได้เห็นหน้าผมตอนนั้น ก็จะรู้เลยว่าผมก็ตะลึง ผมได้แต่วิ่งชูมือดีใจกลับไปในแดนตัวเอง
นั่นเพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะดีใจท่าไหนเหมือนกัน เพื่อนร่วมทีมก็รุมเข้ามาถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้น แกยิงเข้าไปได้ไง‘ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
แต่เรื่องหนึ่งที่ Basten รู้สึก และมองว่าเป็นความบังเอิญ ที่ทำให้ลูกนี้ มันสมบูรณ์พอดี คือเขาเพิ่งผ่านอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้ามา ดังนั้นจึงพยายามหลีกเลี่ยงการยิงบอลเต็มแรงในช่วงนี้ จะสังเกตได้ว่าประตูที่เขาทำได้ ในทัวร์นาเมนต์นี้ไม่มีการซัดเต็มข้อเลย มีแต่ยิงเล่นทางแค่นั้น เพราะต้องการเซฟข้อเท้าให้มากที่สุด
“ประตูที่ยิงโซเวียตได้ ผมไม่ได้เหวี่ยงเท้ายิงแบบเต็มวงสวิง ตั้งแต่ผมผ่าตัดมา ผมไม่อยากยิงเต็มแรง คือถ้าหากข้อเท้าผมสมบูรณ์ดี ผมคิดว่าลูกนี้ ไม่น่าจะได้ประตู”
ความหมายของ Basten คือ ถ้าข้อเท้าสมบูรณ์ เขาคงยิงลูกนี้เต็มๆ แล้วบอลก็น่าจะเหินข้ามคาน แต่พอข้อเท้าเจ็บ ทำให้ยิงด้วยพลังที่ลดลงครึ่งหนึ่ง แต่กลายเป็นว่า น้ำหนักมันดันพอดีเป๊ะ แล้วพุ่งเข้าประตูในมุมที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด
“ผมเชื่อของตัวเองคนเดียวว่า สวรรค์เคยลงโทษผม ทำให้เจ็บข้อเท้าหลายเดือน แต่พระเจ้าก็ให้ของขวัญผมตอบแทน ด้วยลูกยิงอันมหัศจรรย์ลูกนี้”
จบเกมนัดชิงชนะเลิศ ฮอลแลนด์ชนะ 2คว้าแชมป์ยูโรไปครอง เป็นแชมป์เมเจอร์รายการแรกของประเทศ และเป็นรายการเดียวจนถึงปัจจุบัน
ขณะที่ Basten ยิง 5 ประตู 1 แอสซิสต์ และ เรียก 1 จุดโทษ คว้ารางวัลดาวซัลโว และติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ก่อนที่ในช่วงสิ้นปี ก็ไม่มีอะไรต้องสงสัย Basten คว้ารางวัลบัลลงดอร์ในที่สุด
หลังคว้าแชมป์ยูโร Basten กล่าวว่า “สำหรับผมมันเหมือนคว้าแชมป์แกรนด์แสลมของเทนนิส หลังจากแข่งขันมา 5 เซ็ต 5 ชั่วโมง มันช่างยาวนานเหลือเกิน แต่พอชนะมันก็ปลดปล่อยคุณจากความเครียด ทุกอย่างมันช่างเหลือเชื่อจริงๆ ใครจะไปคิดไปฝันว่าจะยิงได้ 5 ประตู ในทัวร์นาเมนต์เดียวล่ะ”

van basten goal euro 1988

[ เคล็ดลับคือจัดการความรู้สึกตัวเอง ]
จริงๆแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกัน ว่าชีวิตคนเรามันจะพลิกผันได้รวดเร็วขนาดนี้
ก่อนเริ่มรายการ Basten ยังไม่รู้จะติดทีมด้วยหรือเปล่า เขาเจ็บยาวมาเกินครึ่งปี ไม่ได้เล่นตัวจริงเลยสักเกม สุดท้ายพอติดทีมก็ได้เป็นแค่สำรองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จุดชี้ขาดของความสำเร็จคือ เมื่อโอกาสมาถึงคุณคว้ามันได้หรือไม่ และ Basten ไม่ใช้โอกาสที่มีให้เสียเปล่า เขาใช้ทุกโอกาสที่มีอย่างคุ้มค่าจริงๆ อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ
ดังนั้นในยูโร 1988 เมื่อพูดถึง Basten จึงไม่ใช่แค่ลูกวอลเลย์ในตำนานเท่านั้น แต่นี่เป็นทัวร์นาเมนต์ของเขาอย่างแท้จริง
มีคนเคยถามว่า ทำไม Basten สามารถเอาชนะทุกปัญหา และเปล่งประกายได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนั้น ซึ่งเขาตอบว่า

“เราทุกคนเจอปัญหาได้ทั้งนั้น แต่เราต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง อย่าเพิ่งหวั่นไหว และอย่าเพิ่งสงสัยในตัวเอง สิ่งสำคัญคือ ทำดีที่สุด เท่าที่เราทำได้แค่นั้นพอ”