ambbet641.com

Yugoslav War

Yugoslav War

สงครามยูโกสลาฟ ในยูโรครั้งนี้ มี 2 ดราม่าการเมืองที่หลายคนสงสัย แอดมินจึงขออธิบายรวบไว้ในโพสต์นี้นะครับ
เรื่องแรกคือ มาซิโดเนีย กับ นอร์ธ มาซิโดเนีย มันคือประเทศเดียวกันหรือเปล่า และถ้าเป็นประเทศเดียวกัน จะเปลี่ยนชื่อทำไม?
เรื่องที่สอง คือในเกม ที่ออสเตรีย ชนะ (นอร์ธ มาซิโดเนีย 3-1) ระหว่างเกม “มาร์โก อาร์เนาโตวิช Марко Арнаутовић ” ของ ออสเตรีย ตะโกนด่า “เอ็ซยาน เอลิออสกี้” ของนอร์ธ มาซิโดเนียว่า “กูจะล่อแม่ชาว แอลเบเนีย ของมึง” สุดท้ายยูฟ่า จึงจับ อาร์เนาโตวิชแบน 1 นัด
ประเทศ ‘แอลเบเนีย’ มันมายังไง เกี่ยวอะไรกับอาร์เนาโตวิชด้วย
วิเคราะห์บอลจริงจังจะอธิบาย 2 เหตุการณ์ที่ซ้อนกันอยู่ อย่างเข้าใจง่ายนะครับ
ก่อนจะไปอธิบายทั้ง 2 เรื่อง มีหนึ่งประเทศที่เราจำเป็นต้องเล่าแบ็กกราวน์ก่อน เพราะ เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดโดยตรง ประเทศนั้นมีชื่อว่า “ยูโกสลาเวีย”
ยูโกสลาเวีย เป็นประเทศขนาดใหญ่ในยุโรปตะวันออก ประกอบด้วย 6 รัฐรวมกัน ได้แก่
เซอร์เบีย
โครเอเชีย
บอสเนีย
สโลวีเนีย
มอนเตเนโกร
มาซิโดเนีย
โดยมีจังหวัดย่อยสองจังหวัดคือ วอยโวดิน่า และโคโซโว
ในปี 1980 หลังจาก การเสียชีวิตของนายพลติโต้ ผู้นำของยูโกสลาเวีย กลุ่มรัฐต่างๆมีการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องขอเป็นเอกราช
คำถามคือ ทำไมต้องการเอกราช ทำไมแต่ละรัฐอยู่ร่วมกันไม่ได้
คำตอบคือ เพราะใน ยูโกสลาเวีย มีหลากหลาย เชื้อชาติเป็นอย่างมาก ทั้งโครแอต เซิร์บ สโลวีเนียน เช่นเดียวกับ ศาสนา ที่มีทั้งคริสต์และมุสลิม แต่ละรัฐมีความแตกต่าง กันเกินไป มากเกินกว่าจะรวม ประเทศกันได้
ด้วยความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นบรรดารัฐต่างๆ จึงไม่เห็นด้วยกับการรวมตัวกันเป็นยูโกสลาเวียต่อไป แต่แน่นอนว่ารัฐบาลยูโกสลาเวีย ที่นำโดยเซอร์เบีย ไม่ยอมให้ชาติอื่นแยกตัวออกไปง่ายๆ และเปิดฉากทำสงครามทันที (สงครามยูโกสลาฟ)
เราเรียกศึกนี้ว่า สงครามยูโกสลาฟ ถ้าหากใครเคยเล่นเกม This war of Mine เกมนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสงครามนี้นั่นเอง

Macedonia

[ ดราม่ามาซิโดเนีย ]

ประเทศกรีซ ถือเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมที่มีประวัติศาสตร์มากมาย
ด้วยความกว้างใหญ่ของประเทศกรีซ ภาครัฐจึงแบ่งการปกครองเป็นภูมิภาค (Region) เพื่อการดูแลบริหารที่ง่ายขึ้น
สำหรับภูมิภาคตอนเหนือสุดของประเทศ มีชื่อว่ามาซิโดเนีย โดยภูมิภาคนี้ มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นบ้านเกิดของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชด้วย
ในปี 1949 กรีซมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านคือยูโกสลาเวีย ฉกฉวยโอกาส บุกยึดดินแดนส่วนหนึ่งของกรีซ ในเขตภูมิภาคมาซิโดเนียเอาไว้
ภูมิภาคมาซิโดเนียของกรีซ แต่เดิมมีพื้นที่ 59,890 ตารางกิโลเมตร แต่ยูโกสลาเวียยึดไป 25,713 ตารางกิโลเมตร (42%) จากนั้นเมื่อยึดได้แล้ว ยูโกสลาเวียก็สถาปนาเจ้าพื้นที่ดังกล่าว ในชื่อว่า “รัฐมาซิโดเนีย” และยกเป็น 1 ใน 6 รัฐของประเทศ
เท่ากับว่าตอนนี้ในโลก มี 2 มาซิโดเนียที่อยู่ติดกันคือ
1) ภูมิภาคมาซิโดเนียของประเทศกรีซ (34,177 ตารางกิโลเมตร)
2) รัฐมาซิโดเนียของประเทศยูโกสลาเวีย (25,713 ตารางกิโลเมตร)
นับจากการเปลี่ยนจากกรีซ มาเป็นยูโกสลาเวีย ประชาชนในรัฐมาซิโดเนียก็สร้างวัฒนธรรมใหม่ของตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกับศาสนา ก็ไม่ได้นับถือ กรีกออร์โธด็อกซ์อีกแล้ว แต่ไปนับถือคริสต์นิกายอีสเทิร์นออร์โธด็อกซ์ ผสมกับอิสลามแทน
และเวลาผ่านไปหลายสิบปี รัฐมาซิโดเนีย ก็ตัดขาดจากความเป็นกรีซไปอย่างเห็นได้ชัด
เข้าสู่ปี 1991 ในสงคราม ยูโกสลาเวีย รัฐ “มาซิโดเนีย Macedonia” ก็แสดงเจตจำนงขอเอกราชเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ และสุดท้ายก็ทำได้จริงๆ พวกเขากลายเป็นไท ก่อนจะตั้งชื่อประเทศของตัวเองว่า สาธารณรัฐมาซิโดเนีย (Repulic of Macedonia) โดยสหประชาชาติมีมติยอมรับมาซิโดเนียเป็นประเทศสมาชิก ในปี 1993
อย่างไรก็ตาม ดราม่าก็เกิดขึ้นจากจุดนี้ เมื่อฝั่งกรีซ ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า สาธารณรัฐมาซิโดเนียจะใช้ชื่อนี้ตั้งประเทศไม่ได้ เพราะเป็นการ “ขโมยวัฒนธรรม” ของกรีซ 

ลองนึกภาพเปรียบเทียบ ถ้าหากรัฐฉานของประเทศเมียนมา ที่มีพรมแดนติดกับจังหวัดเชียงใหม่ของไทย วันหนึ่งประกาศเอกราชขอแยกเป็นประเทศ แล้วตั้งชื่อประเทศเป็น “ประเทศเชียงใหม่” ฝั่งไทยเราคงไม่แฮปปี้เท่าไหร่
เพราะมันดู ว่าเป็นการกลืนกิน วัฒนธรรม แบบนี้ชาวโลก ก็คงจะเข้าใจว่า ประวัติศาสตร์ ทุกอย่าง ความเป็นเชียงใหม่ และชื่อเสียงที่ สั่งสมมา หลายร้อยปี ก็จะถูกเคลม โดย “ประเทศเชียงใหม่ ที่ตั้งใหม่” ทั้ง ๆ ที่ ความจริง มันเป็นของ ” จังหวัด เชียงใหม่ ของ ประเทศไทย”
ดังนั้นเมื่อรัฐมาซิโดเนียตั้งชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐมาซิโดเนีย กรีซจึงประกาศจุดยืนมาตลอดว่ารับไม่ได้ และจะไม่ยอมซัพพอร์ทใดๆ อย่างแน่นอน ใครจะไปรู้ อนาคตประเทศมาซิโดเนีย อาจจะมาเคลมพื้นที่บางส่วนของกรีซก็ได้
ในปี 2014 ประเทศมา ซิโดเนีย สมัครเข้าร่วม เป็นสมาชิกขอ งสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งการได้เข้าร่วม EU หมายถึงเศรษฐกิจ ของประเทศจะเจริญ รุ่งเรืองขึ้น แรงงานจะเดินทาง ได้อย่างอิสระ ซึ่งชาติสมาชิกยุโรป ส่วนใหญ่ก็ เห็นชอบด้วย ยกเว้นกรีซ ที่ขัดขวาง เต็มกำลัง และสุดท้ายแผนการเข้า EU ของ มาซิโดเนีย ก็เลยล่มไป
สิ่งที่ (กรีซ) เรียกร้อง คือ (มาซิโดเนีย) จะใช้ชื่อนี้ไม่ได้ เพราะนี่ มันชื่อภูมิภาค ของชาวกรีซ ที่มีประวัติศาสตร์ มายาวนาน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ ก็ถกเถียง กันมาตลอด แต่สุดท้าย ในปี 2017 โซรัน ซาเยฟ นายก รัฐมนตรีของ มาซิโดเนีย จึงมีมติว่า โอเค เพื่อให้ทุกอย่างจบ
งั้น มาซิโดเนีย จะเปลี่ยนชื่อ ประเทศให้ และหวังว่ากรีซ จะเลิกขัดขวางการเข้า EU เสียที
สุดท้าย มิถุนายน 2018 สภามาซิโดเนียจึงได้ข้อสรุปว่า จากนี้ไปจะเปลี่ยนชื่อเป็น นอร์ธ มาซิโดเนีย เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย 

25 มกราคม 2019 เมื่อ “นอร์ธ มาซิโดเนีย” ยอมเปลี่ยนชื่อ ประเทศแล้ว (สภา กรีซ จึงประชุมกันว่า ทิศทางของประเทศ) จะเอายังไงกันต่อดี จะเริ่มทำ การค้า และสนับสนุน “นอร์ธ มาซิโดเนีย” เข้า EU ได้หรือยัง
ส.ส. บางคนก็บอก กล่าวว่าเฮ้ย ในคำว่านอร์ธ มาซิโดเนีย ยังมีคำว่า มาซิโดเนีย อยู่นะ มันน่าจะ ใช้ชื่อ อื่นไปเลย อย่างสิ้นเชิง มากกว่า แต่ ส.ส. อีกส่วนหนึ่ง ก็บอกว่า ประเทศเขาก็ ยอมขนาดนี้อีกแล้ว และแค่นี้ก็แสดง ให้ว่าประชาคมโลก ได้เห็นแล้วว่า “กรีซ Greece” จะไม่ยอม ให้ใครมา กลืนวัฒนธรรม ของตัวเอง ปัญหาดราม่า ที่เกิดขึ้นมา เกือบ 3 ทศวรรษ น่าจะจบได้แล้ว…
สุดท้ายการโหวตจึงเกิดขึ้น ว่ากรีซจะสนับสนุนนอร์ธ มาซิโดเนียหรือไม่ และฝ่ายสนับสนุนเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 153-146 เสียง
(อเล็กซิส ซิปราส Aleksis Tsipras) นายก “รัฐมนตรี (กรีซ Greece)” กล่าวว่า จากนี้ไป จะยอมรับประเทศ “นอร์ธ มาซิโดเนีย (North Macedonia)” และช่วยผลักดันให้ เข้า EU ต่อไปในอนาคต ดราม่าเรื่อง “ชื่อประเทศ” ก็เลยยุติ ตรงนี้
นั่นคือสาเหตุ ที่ทำให้มาซิโดเนีย เปลี่ยนชื่อประเทศ เป็นนอร์ธ มาซิโดเนีย ในที่สุด และเอกสารทางการทุกอย่าง ก็ต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลยเช่นกัน
เรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นว่า บางครั้งประเทศเล็กๆ ที่เกิดใหม่ เพื่อจะทำให้ตัวเองอยู่รอดในเวทีโลก ก็ต้องยอมเสียสละในบางเรื่องเช่นกัน

อาร์เนาโตวิช

[ ดราม่าอาร์เนาโตวิช ]

  เรื่องนอร์ธ มาซิโดเนีย มาสู่เรื่องที่สอง คือดราม่าของมาร์โก อาร์เนาโตวิช ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา 
ย้อนกลับไปตอนยังมีประเทศยูโกสลาเวียอยู่ จะมีหนึ่งจังหวัดย่อย ที่ชื่อ “โคโซโว” อยู่ทางทิศตะวันออก
โคโซโว เป็นเขตจังหวัดขนาดเล็ก มีพื้นที่แค่ 10,877 ตารางกิโลเมตร ไซส์เทียบเท่ากับจังหวัดขอนแก่นในไทย โดยในปี 1991 มีประชากรอยู่ราว 2 ล้านคน
81.6% ของชาวโคโซโวเป็นคนเชื้อสายแอลเบเนีย ส่วนใหญ่นับถืออิสลาม ส่วน 9.9% เป็นคนเซิร์บ
สงครามระหว่าง “(Yugoslavia) ในปี 1991” สิ้นสุด ลงด้วย การที่ แต่ละรัฐนั้นเอง แตกย่อย ๆ ออกมา เป็นหลาย ๆ ประเทศ อย่างไร ก็ตามแต่ “(Serbia)” ไม่ยอมปล่อย ให้ “(Kosovo)” แยกออก ไปตั้ง ประเทศได้ อย่างอิสระ ได้ง่าย ๆ โดยยืนยัน ชัดเจนว่า “(Kosovo)” คือ 1 ใน จังหวัด ของ “(Serbia)” ต่างหาก
นั่นทำให้ ฝั่งของโคโซโว ไม่พอใจอย่างมาก ๆ เพราะประชากร ส่วนใหญ่ ของโคโซโว มีเชื้อสาย แอลเบเนีย และเป็นมุสลิม ตรงข้ามกับ เซอร์เบีย ที่เป็นคริสเตียน แถมวัฒนธรรม อะไรนั้นก็ไม่เหมือน พวกเขาเลย จะมาสั่งให้ไป รวมประเทศ กันได้ไง จึงมีการเรียกร้อง ขอเอกราช แยกตัวเป็นประเทศอิสระ ที่เกิดขึ้น
และในปี 1996 มีการก่อตั้งกองกำลังปลดปล่อยโคโซโว (KLA) ขึ้น ซึ่งก็แน่นอนว่า ได้รับการสนับสนุนเบื้องหลังจากแอลเบเนีย
สุดท้ายจึง เกิดสงคราม เต็มรูปแบบ ระหว่าง “เซอร์เบีย Serbia” กับ “โคโซโว Косово” ในปี 1998 โดยกองทัพ “เซอร์เบีย Serbia” บุกมา ไล่สังหาร ชาว “โคโซโว Косово” เชื้อสาย แอลเบเนีย เกือบ 1 หมื่นคน จนสุดท้าย กองกำลัง นาโต้
ต้องเข้ามาแทรกแซง เซอร์เบีย ที่มีกำลังรบ น้อยกว่า จึงไม่มี ทางเลือก ต้องยอม สงบศึก ในที่สุด 
ในปี 2008 โคโซโวประกาศยกตัวเองเป็นประเทศ แต่ทางเซอร์เบีย และชาติพันธมิตรบางส่วน ก็ยังไม่ยอมรับ เพราะมองว่าโคโซโวคือหนึ่งในจังหวัดของเซอร์เบียต่างหาก

ดราม่า จากโคโซโว เป็นปมประเด็น ที่แอลเบเนีย กับเซอร์เบีย ขัดแย้ง กันมาตลอดหลายปี เลยก็ว่าได้ ฝั่งแอลเบเนีย ก็มองว่า โคโซโว
แทบไม่มีคนเชื้อสาย เซอร์เบียอยู่เลย แล้วจะเป็นประเทศเซอร์เบียได้อย่างไร
ทั้งโคโซโวมีแต่คนเชื้อสายแอลเบเนียทั้งนั้น ถ้าไม่ให้โคโซโวแยกประเทศ เอามารวมกับแอลเบเนียเลยยังจะถูกต้องเสียกว่า
แต่ฝั่งเซอร์เบียก็ไม่ยอม เพราะมองว่านี่คือดินแดนของพวกเขา และใครจะไปยอมปล่อยให้พื้นที่ของประเทศตัวเอง โดนแบ่งออกไปดื้อๆ แบบนั้น
ให้ลอง นึกภาพว่า จังหวัดซินเจียง ของจีน ที่นับถือ อิสลาม ต่างจากคนส่วนใหญ่ ในประเทศ ถ้าวันหนึ่ง ซินเจียง ประกาศขอ แยกตัวเป็นเอกราช
หรือไม่ก็ขอไปรวม กับคาซัคสถาน โดยบอกว่ามีวัฒนธรรม คล้ายกันมากกว่า ในมุมของจีน ก็คงยอมให้แยก ไปไม่ได้เช่นกัน
จากจุดนี้ ความขัดแย้งจึงลากยาวมาตลอดหลายปี ไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดง่ายๆ คนแอลเบเนียเกลียดเซอร์เบีย ที่ไล่สังหารคนโคโซโวที่มีเชื้อสายแอลเบเนีย
และคนเซอร์เบียก็เกลียดแอลเบเนียที่เป็นตัวยุยงปลุกปั่น ส่งเสริมให้โคโซโวขอแยกประเทศ

ใน ฟุตบอลโลก ปี 2018 เกมระหว่าง (สวิตเซอร์แลนด์ กับ เซอร์เบีย) เกมนี้สวิสชนะไป 2-1 คนยิงให้สวิสคือ กรานิต ชาคา และ เซอร์ดาน ชาคิรี่ ซึ่งเป็นชาวแอลเบเนีย อพยพ ทั้งคู่ พอยิงได้ ทั้งสองคน ทำมือเป็นสัญลักษณ์ รูปนกอินทรี ที่อยู่ในธงชาติของ แอลเบเนีย เพื่อเป็นการเย้ยหยัน “เซอร์เบีย”
ส่วนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในศึกยูโร เกมระหว่าง (ออสเตรีย Austria) กับ (นอร์ธ มาซิโดเนีย North Macedonia) จบลงด้วยชัยชนะ 3-1
ของ (ออสเตรีย Austria) โดยมาร์โก อาร์เนาโตวิช ตัวสำรองทีเด็ด ลงมาซัด 1 ประตู ให้ (ออสเตรีย Austria) เอาชนะไปได้
ดราม่าของแมตช์นี้ เกิดขึ้นระหว่าง อาร์เนาโตวิช เป็นลูกครึ่ง พ่อเซอร์เบีย-แม่ออสเตรีย และนัดนี้ นักเตะของฝั่ง
“นอร์ธ มาซิโดเนีย” มีหลายคน ที่มีเชื้อสายแอลเบเนีย อยู่ หนึ่งในนั้นคือ “เอ็ซยาน เอลิออสกี้” จากลีดส์ ยูไนเต็ด
ในระหว่างเกม การแข่งขัน “อาร์เนาโตวิช Марко Арнаутовић ” ไปพูดใส่หน้า “เอลิออสกี้” ว่า
“กูจะล่อแม่ ชาวแอลเบเนีย ของมึงซะ” ซึ่งหลังจบเกม เอลิออสกี้ แจ้งเรื่องนี้กับยูฟ่า อ่านข่าวกีฬามัน ๆ ได้ที่ Ambbet ขอบคุณครับ
เลยกลายเป็นเรื่อง ราวใหญ่โต จนมีการสืบสวน ว่า “อาร์เนาโตวิช” เหยียดเชื้อชาติ หรือเปล่า
แต่สุดท้ายยูฟ่า สั่งลงโทษด้วยการแบน 1 นัด โดยระบุว่า อาร์เนาโตวิชใช้คำหยาบคาย แต่ประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติไม่ได้กล่าวถึง
อาร์เนาโตวิช ให้สัมภาษณ์ ภายหลังว่า “มันเป็นช่วง เวลาแห่งอารมณ์ล้วน ๆ และผมอยากจะขอโทษ เพื่อน ๆ นักเตะ นอร์ธมา ซิโดเนีย
และ แอลเบเนีย ที่ผมอยากยืนยัน คือผมไม่ใช่พวกเหยียดเชื้อชาติ ผมมีเพื่อนอยู่ทุกประเทศ ซึ่งคนที่รู้จักผมดี จะรู้ว่าผมไม่ใช่พวก Racist แน่นอน”
อาร์เนาโตวิชอาจรอดการโดนแบนเรื่องเหยียดเชื้อชาติ แต่มันก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า เรื่องความแค้นของสองชาติ มันฝังอยู่ในความคิดของนักเตะเซอร์เบีย
กับแอลเบเนียอยู่แล้ว และพอถูกกระตุ้นด้วยอะไรบางอย่าง ก็ระเบิดลงทันที